วันอาทิตย์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2555



ล่วงละเมิดทางเพศ (ข่มขืน - อนาจาร)


 ล่วงละเมิดทางเพศ ( ข่มขืน - อนาจาร ) เกิดจากความต้องการทางเพศของฝ่ายตรงข้าม 
( โดยเฉพาะผู้ชาย )   ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการกระทำที่ผู้ใหญ่ชอบร่วมเพศกับเด็กอายุระหว่าง 
๑๐ - ๑๖ ปี ไม่ว่าจะเป็นเด็กผู้หญิงหรือผู้ชาย


 ล่วงละเมิดทางเพศ ( ข่มขืน - อนาจาร ) มีทั้งข่มขืนผิดกฎหมาย  ข่มขืนถูกกฎหมาย  และกฎหมาย
ไม่สามารถเอาผิด ติดคุกได้  เราจะบอกให้รู้ทั้ง ๓ แบบ จะได้เอาไว้ป้องกันตัว  หรือผู้ที่ต้องการจะร่วม
เพศกับเด็กๆ จะได้เอาไปใช้ให้ถูกวิธี คุกจะได้ไม่ต้องมาเยือนถึงที่บ้าน


แบบที่ ๑ 
  ผู้หญิงเป็นเพศที่น่าสงสารที่สุด บางคนโดยถูกข่มขืนแล้ว ยังต้องถูกคนที่ข่มขืนอ้าวเป็นสามี (ผัว) 
เพราะคำว่า" ได้เสียกันแล้ว " ทั้งๆที่ผู้หญิงไม่ได้รักไม่ได้ชอบมาก่อน .. แต่ที่ต้องยอมรับตามที่มันอ้าว
เพราะเหตุที่ว่า
 ๑ . กลัวอับอายขายหน้า 
 ๒ . กลัวท้องแล้วไม่รู้จะทำอย่างไร 
 ๓ . กลัวถูกทำร้าย กลัวถูกฆ่า
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็กๆ ที่เป็นนักเรียน นักศึกษา ที่ต้องทนทุกข์ทรมารกับที่ต้องถูกข่มขืน ถูกมัน
ทำตามใจที่มันต้องการทุกอย่าง ทั้งๆที่ตัวเองไม่เต็มใจที่จะทำให้มัน


 บางคนก็ยอมอยู่กับมัน อาจเพราะคิดว่า " ผู้หญิงถ้าเสียตัวให้ใครแล้วก็ต้องเป็นภริยาของเขา 
" บอกได้เลยว่าคิดผิด " ...ผู้หญิงคิดแบบนี้ต้องเมื่อ ๓๐ หรือ ๕๐ ปีที่แล้วเข้าคิดกัน เพราะกฎหมาย
ยังไม่ครอบคลุมถึงเดี๋ยวนี้ไม่ต้องไปยอมตามที่มันอ้างว่าเป็นสามี(ผัว) อีกต่อไปแล้ว


  ปัจจุบันนี้ การเรียนการสอนสมัยใหม่ ให้รู้เรื่องเพศสัมพันธ์กันมากขึ้น  จนทำให้เด็กที่เรียน
คิดอยากจะรู้และลองของจริงๆ ว่าจะเสียวแค่ไหน   กฎหมายก็ไม่มีข้อห้ามที่เด็กๆ จะลองเล่นเสียว 
เพียงแต่กฎหมายพยายามคุ้มครอบไม่ให้การมีเพศสัมพันธ์ที่เกินขอบเขต ( ท้องในวัยเรียน ) 
เรื่องเสียวหรือเซ็กร์ ที่ทำให้ไม่ต้องเสี่ยงกับการตั้งท้องก็มีอยู่มาก บางวิธีดีกว่าร่วมเพศเสียอีกถ้ารู้วิธี 
" ชิวหาพาเพลิน " ดีกว่านกเขา ๑๐๐ เท่า


.  คนที่ถูกข่มขืน หรือถูกร่วมเพศแล้วอ้างว่าเป็น " ผัว " ควรหาทางป้องกันตัวเอาไว้บ้าง  ไม่อย่าง
นั้นสักวันถ้าไม่โดนมันแตะ   ก็ตกเป็นภริยาน้อย  แถมมันขู่จะเปิดโปงให้คนอื่นรู้ว่าเสียตัว ให้อับอาย


@@@ ก่อนอื่นต้องรู้ว่าพวกชอบข่มขืน หรือชอบทำอนาจารเด็กก่อน @@@


  พฤติกรรมชอบมนุษย์ทุกคนก็มีความต้องการทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย   ส่วนมาก
แล้วผู้ชายจะมีความต้องการทางเพศอยู่บ่อยครั้ง  เวลาที่มีอารมย์ทางเพศก็จะร่วมเพศกับคนรัก 
หรือภริยา หรืออาจใช้มือทำเองหรืออาจจะไปเที่ยวอาบนวด ซึ่งสามารถที่จะทำได้ไม่ผิดกฏหมาย
บ้านเมือง (แต่อาจผิดกฏหมายภายในบ้าน) 


  ปัจจุบัน ความทันสมัยต่างเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะหนังที่เกี่ยวกับการร่วมเพศ
และจะเป็นหนังแบบร่วมเพศแบบเด็กสาวๆ รุ่นๆ อายุ ๑๓- ๒๐ปี .. ผู้ชายหรือผู้หญิงที่ดูก็จะทำให้เกิด
อารมย์ที่จะร่วมเพศแบบในหนังบ้าง ก็โดยพยายามที่จะหาทางสำเร็จความใคร่ให้ได้


@ เคยถามผู้ที่ชอบร่วมเพศกับเด็กหรือข่มขืนเด็กว่าทำไมถึงชอบ ได้คำตอบว่า @


 ๑ . เด็กยังไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับการร่วมเพศ จึงหลอกได้ง่าย 
 ๒ . เด็กมักจะกลัวผู้ใหญ่ จึงยอมให้ทำเพื่ออยากรู้ หรืออยากลองดู หรือเพราะความกลัว 
 ๓ . เด็กมีแต่ความเต่งตึง จับนมแล้วแข็งเป็นไต ดูดนมเด็กหรือเลียจิ๋มแล้วมีความสุข (ไม่ยาน
       เหมือนเมียตัวเอง) 
 ๔ . ให้เด็กอมนกเขาเด็กอมให้ และสามารถสำเร็จความใคร่ในปากเด็กโดยไม่ต้องเอาออกจากปาก 
 ๕ . เวลาร่วมเพศครั้งแรก เด็กจะร้องมากจะทำให้มีความสุขที่เห็นเด็กร้อง 
 ๖ . เวลาร่วมเพศกับเด็ก สามารถเล่นได้หลายท่าเท่าที่ต้องการ และร่วมเพศได้หลายครั้ง 
 ๗ . ที่สำคัญเด็กมักจะไม่พูดถ้าข่มขู่เอาไว้และให้เงินเด็กวันหน้ายังจะได้ร่วมเพศได้อีก  
       และพอหลังจากครั้งแรก......เมื่อเด็กไม่เจ็บแล้วเด็กก็จะยอม ให้ร่วมเพศด้วยโดยไม่ขัดขืน 
 ๘ . ถ้าเป็นเด็กเล็กมากๆ เมื่อร่วมเพศตามต้องการแล้ว หรือเด็กขัดขืนก็จะทุบตีก็จะทำให้เกิด
      อารมย์ร่วมเพศมากขึ้น 
 ๙ . ถ้าเด็กไม่ยอมก็อาจจะทำแบบรุนแรง 
 ๑๐ เมื่อเสร็จแล้วครั้งแรกถ้าขู่เด็กแล้วไม่กลัว หรือคิดว่าตัวเองจะมีความผิดก็จะฆ่าเสียเลย


   เรื่องคำว่า " อนาจาร " ในภาษากฏหมายหมายความว่า
 ๑ . เอาขอลับของชายหรือหญิง ไปถูไถทุกส่วนของร่ายกาย 
 ๒ . ให้อมนกเขา หรือใช้ลิ้นที่จิ๋ม หรือใช้มือช่วยทำให้
 ๓ . ร่วมเพศทางทวารหนัก (ก้น)


  เมื่อรู้ว่าพวกนี้มันชอบทำจะร่วมเพศแบบไหนแล้วก็มารู้ต้องไปว่าจะป้องกันได้อย่างไร เพื่อไม่ให้
โดนแบบตามตัวอย่าง   โดยเฉพาะเด็กต่างจังหวัดที่อายุ ๘ ปีถึง ๑๕ ปี มักจะถูกล่วงละเมิดทางเพศ
จาก ญาติพี่น้อง  เพื่อนๆ  คร  เจ้าหน้าที่ตำรวจ เหตุเพราะไม่รู้เรื่องหรือไม่ทันข่าวสาร และไม่ได้มี
การสอน เรื่องนี้ในโรงเรียน


ที่นี้เด็กๆ ควรระวังและป้องกัน
หรือถ้าอยู่ในสถานะการณ์ ที่ไม่อาจหนี้ได้จะทำอย่างไร


๑ . อย่าอยู่กับผู้ชายสองต่อสองในบ้าน ห้องเรียน บ้านเพื่อน ในที่ๆ ลับหูลับตาคน ไม่ว่าจะเป็นใคร
      ทั้งสิ้น 
๒ . ถ้าเพื่อนหรือแฟนชวนไปเที่ยวที่เปลี่ยวๆ หรือไปแล้วเห็นมีเพื่อนผู้ชายหลายคน และถ้าพวกเขา
      กินเหล้าด้วยแล้ว ให้หาทางหรือใช้วิธีหลอกล่อให้ออกมาจากที่นั่น 
๓ . อย่าเดินคนเดียวในทางที่เปลี่ยวไม่ว่าจะเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืน 
๔ . ถ้าครูผู้ชายเรียกให้ไปพบสองต่อสอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม อย่าไปเด็ดขาด หรือครูผู้ชาย
       บอกให้ช่วยถือของไปให้ที่ห้องพักหรือบ้านพัก..อย่าทำเด็ดขาด ต้องมีเพื่อนไปกับเราด้วยอย่าง
       น้อย อีก ๒ - ๓ คน 
๕ . อย่าไปกู้เงินรายวัน หรือของผ่อนอื่นๆ เด็ดขาด เพราะพวกนี้ถ้าไม่ได้เงินก็จะดักรอที่บ้านหรือ
      ก่อนถึงโรงเรียนเพื่อข่มขู่จะเอาเงิน ถ้าไม่ได้ก็จะพาไปร่วมเพศด้วย 
๖ . ถ้ามีใครอ้างตัวว่าเป็นตำรวจ หรือสารวัตรนักเรียน บอกว่า " หนีเรียน หรือ ทำผิดกฏหมาย 
    " ไม่ว่าหนูจะทำผิดจริงๆ หรือไม่ได้ทำก็ตาม ... อย่าไปกับพวกเขาเด็ดขาด 
๗ . ใครให้เงินหรือให้ของที่อยากได้ หรือบอกว่าขอความช่วยเหลือด่วนๆ อย่าช่วยเด็ดขาด


  ถ้าอยู่ในสถานะการณ์ที่รู้ว่าไม่อาจจะหนีได้ต้องโดนร่วมเพศแน่ๆ มาดูกันว่าถ้าถูกพวกนี้เข้ามายุ่ง
เกี่ยวกับตัวเรา จะหาทางแก้ไขทางกฎหมายได้อย่างไร


 ๑ . วิ่งให้เร็วที่สุด และร้องให้คนช่วย
 ๒ . ถ้าถูกเขาจับได้พยายามป้องกันตัวเท่าที่จะทำใด้ เพื่อไม่ให้มันบ้ามากขึ้น ซึ่งมันอาจจะทำร้ายถึง
       ตายได้
 ๓ . เมื่อมันจับหนูแก้ผ้าได้แล้วก็นอนเฉยๆ ให้มันทำตามใจชอบของมัน 
 ๔ . ถ้ามันจูบโดยเอาลิ้นเข้ามาในปากเรา .. ให้เราก็กัดให้สุดแรงเกิดจบลิ้นของมันขาดติดปากเรา
       และออกวิ่งหนีทันที ( ไม่ต้องห่วงเสื้อผ้า แม้ตามตัวไม่มีเสื้อผ้า )
 ๕ . ถ้ามันให้อมนกเขาของมัน ก็อมให้มันตามที่มันต้องการ แต่ในขณะที่มันเพลินๆอยู่ ให้เอามือมา
       ลูบบริเวณไข่ของมันใต้นกเขา ตั้งสติให้ดีๆ พอมันไม่ระวังตัว ก็บีบไข่ของมันให้เต็มแรงเกิด 
       และกัดนกเขาของมันให้ขาด    ถ้าทำได้แล้วออกวิ่งหนีทันทีไม่ต้องห่วงเสื้อผ้า
 ๖ . ถ้ามันไม่ให้อมหรือจูบปากเรา  มันต้องการที่จะเอาจิ๋มก็ตามใจมัน เมื่อมันเอาเสร็จแล้ว ก็ยิ้มให้
      กับมันและถ้ามันจะเอาอีกก็ตามใจมัน แล้วถามมันว่า " (พี่ขา) หรือ (น้าขา) หนูจะท้องไหนค่ะ 
      ถ้าหนูท้องหนูต้องอายเพื่อนๆ พ่อแม่หนูรู้หนูต้องตายแน่ๆ (พี่ขา) หรือ (น้าขา) ต้องช่วยหนูด้วยนะ
      นะค่ะ "  พยานใช้คำพูดนี้บ่อยๆ   เดี๋ยวมันก็จะบอกว่าไม่ท้องหลอกป้องกันได้ หรือมันอาจบอกว่า
      ซื้อคุมกินก็ไม่ท้องแล้ว   ซึ่งขณะนี้มันจะคิดว่า หนูคงกลัวท้องมากกว่า แต่ไม่กลัวที่โดนร่วมเพศ 
      ซึ่งมันอาจจะร่วมเพศกับหนูหลายครั้ง หนูพยายามยิ้มเอาไว้เวลาที่มันร่วมเพศ (แต่ถ้ามันจูบและ
      ให้อมก็ทำตามข้อ ๔ หรือข้อ ๕ จะดีมาก ) ที่แนะนำแบบนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้มันฆ่าหลังจากร่วม
      เพศเสร็จ
 ๗ . ถ้ามันมีกันหลายคน ก็ใช้วิธีตามข้อ ๖   อย่าใช้ข้อ ๔ และข้อ ๕ จะไม่ได้ผล
 ๘ . ที่สำคัญที่สุดจงตั้งสติให้ได้ พยานที่จะต้องจำใบหน้า เสื้อผ้า หรือรอยแผลเป็นที่ตัวมัน หรืออื่นๆ
      ที่พอจะบอกลักษณะของมันได้บ้างจะดีที่สุด หลังจากที่มันข่มขืนเสร็จหรือหนีได้ก็รอดตายแล้ว 
      ให้รีบกลับบ้านไปเล่าให้พ่อแม่ฟังเท่าที่จำได้


  หลังจากรอดมาแล้วควรทำอย่างไร


 ๑ . บอกผู้ใหญ่ให้รับรู้  ( ผู้ใหญ่ที่รับฟังก็ควรตั้งสติให้ดีๆ อย่าใช้อารมย์ สอบถามรายละเอียด )
 ๒ . พยายามนึกถึงสถานที่ๆ   รูปร่างหน้า  จุดสังเกต   ชื่อ   และที่พอจะนึกได้
 ๓ . ไปหาตำรวจที่อยู่ในท้องที่ถูกข่มขืน   จดชื่อตำรวจร้อยเวรที่รับแจ้ง  และขอให้ไปตรวจสถานที่
       เกิดเหตุจะได้ตรวจเก็บหลักฐานจากที่เกิดเหตุ เพื่อเอาผิดกับผู้ข่มขืน เช่น ร่องรอย  คราบอสุจิ
       เสื้อผ้า  อุปกรณ์   ที่ใช้    ถ้าจำหน้าได้และเป็นคนแถวนั้นก็ชี้ให้ตำรวจจับได้เลย
 ๔ . ถ้าผู้ถูกข่มขืนอายุไม่เกิน ๑๘ ปี ในการสอบสวนของตำรวจร้อยเวรจะต้องปฏิบัติ ปวิอ ๑๓๓ ทวิ
       ดังนี้
   ก . จะต้องมีผู้รวมฟังการสอบสวนด้วยคือ . ผู้ปกครอง หรือผู้มีอำนาจปกครอง หรือบุคคลอื่นตามที่
        ผู้เสียหายร้องขอให้มีไม่ว่าจะเป็นทนายความ หรือญาติคนอื่นๆ
   ข . อัยการ นักจิตวิทยา หรือสังคมสงเคราะห์ ( ต้องมีตามกฏหมาย ) 
   ค . ตำรวจต้องส่งผู้เสียหายไปตรวจหาร่องรอยการข่มขืน เช่น คราบอสุจิ  บาดแผล
   ง . ในการสอบปากคำผู้เสียหายทุกครั้งต้องมีบุคคลตามข้อ ก ข ค ทุกครั้ง จะสอบสวนเองในห้อง
        ตัวต่อตัวผู้เสียหายไม่ได้   ถ้าเป็นไปได้ควรขอให้มีนายตำรวจที่เป็นตำรวจหญิงทำการสอบ
        จะดีที่สุด
   จ . หลังจากที่มีการสอบปากคำผู้เสียหายเสร็จ ถ้าร้องเวรเอาบันทึกการสอบปากคำให้ผู้เสียหาย
        ลงชื่อผู้ปกครองควรจะต้องอ่านดูให้ละเอียดว่า . ตำรวจลงข้อความครบถ้วนตามที่ผู้เสียหายบอก
        หรือไม่ก่อน   ถ้าเห็นว่ายังไม่ถูกต้อง ก็บอกให้ตำรวจผู้สอบลงให้ถูกต้อง .. ถ้าตำรวจไม่ทำก็อย่า
        ลงชื่อเด็ดขาด  และควรบอกผู้ที่ร่วมฟังให้รับรู้ทุกคน ถ้าผู้ที่เข้ารวมฟังยังไม่ทักท้วงให้ตำรวจ
        ลงข้อความ ตามที่เป็นจริง   ก็ควรไปร้องกับหัวหน้าสถานีตำรวจทันที 
 ๕ . ต่อมาถ้ามีญาติของผู้ต้องหามาพบ เพื่อขอเจรจาจ่ายค่าเสียหาย ..ควรป้องกันการถูกหลอกเพื่อ
       ให้มีผลเสียหายต่อรูปคดีควรปฏิบัติดังนี้ 
   ก . ให้มีผู้ที่รู้กฏหมาย หรือทนายความ ร่วมอยู่ด้วย
   ข . จดชื่อ นามสกุล ผู้มาเจรจาทุกคน ถ้าขอดูบัตรได้จะดีที่สุด
   ค . นายตำรวจเจ้าของคดีเรียกไปหา ให้พาบุคคลตามข้อ ก ไปด้วย   ถ้านายตำรวจเป็นผู้เจารจา
         แทนผู้ต้องหา หรือญาติผู้ต้องหา ในลักษณที่ให้ยอมความกันและให้ผู้เสียหายเสียเปรียบด้วย
         แสดงได้ว่าตำรวจผู้นั้นมีพฤติกรรมที่เข้าข้างผู้ต้องหา หรือรับอาสามาเจรจาแทนเพื่อช่วยผู้ต้อง
         ควรร้องขอให้เปลี่ยนตัวนายเจ้าของคดีทันที  เพื่อไม่ให้เสียหายทางคดี


่ ข้อสำคัญของทางแก้นี้ ต้องทำให้มีหลักฐาน พอที่จะเอาความผิดทางคดีได้ .. เพราะถ้ามันคิดว่าไม่มี
หลักฐานอะไรที่จะเอาความผิดได้ .. มันก็จะยิ่งได้ใจมากขึ้น อาจถึงขนาดทำร้ายเอาได้


ถ้ามีการเจรจาต่อรองเพื่อขอใช้เงินควรพิจารณาอย่างไร


 สิ่งที่ควรรู้ไว้ในกรณีที่ผู้ต้องหาหรือญาติของผู้ต้องจะมาต่อรองเพื่อไม่ให้ผู้เสียหายเอาเรื่อง ซึ่งอาจ
จะมีเล่ห์กลแฝงอยู่    เพื่อให้เสียเงินน้อยที่สุด และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าทางคดี


 ๑ . ผู้เสียหายสามารถที่จะเรียกร้องค่าเสียหายได้ตามกฎหมาย โดยฟ้องในคดีแพ่ง (ละเมิด ) 
 ๒ . ถ้ามีผู้มาเจรจาโดยเสนอว่า " จะรับผิดชอบเลียงดูผู้เสียหาย หรือแต่งงานกับผู้เสียหาย 
       " ผู้เสียหายหรือพ่อแม่ ควรพิจารณา 
  ก . ถ้าผู้เสียหายยังเรียนหนังสืออยู่ ก็ไม่ควรที่จะตกลงด้วย เพราะจะทำให้เด็กเสียอนาคตทาง
       การศึกษา
  ข . ถ้าพวกผู้ต้องหาร้องต่อศาลขอให้ศาลมีคำสั่งให้แต่งงาน (สมรส) ท่านก็สามารถจะปฏิเสธได้ 
  ค . ถ้ามีข่มขู่ ก็ไม่ควรกลัว ควรมีพยานมารับรู้ และนำคำที่ถูกข่มขู่ไปแจ้งตำรวจพร้อมพยานด้วย
   ง . ครั้งที่มีการมาเจรจาที่บ้านผู้เสียหาย ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรให้ตามเพื่อนบ้านมาอยู่เป็นพยาน
        ทุกครั้ง
 ๓ . ในกรณีตามข้อ ๒ เป็นชั้นเชิงทางกฎหมายและเล่ห์กลที่จะเอาเปรียบผู้เสียหาย  เพราะถ้ายอม
       ตามที่พวกนี้เสนอ เด็กหรือผู้เสียหายจะพบเคราะห์กรรมจะเกิดขึ้น คือ 
 - ไม่มีโอกาสได้เล่าเรียน 
 - อาจถูกญาติฝ่าย ตั้งข้อรังเกียรติ ว่าเป็นตัวปัญหา
 - โดนถูกทำร้าย ภายหลังจากได้แต่งงานกันแล้ว
 - สุดท้ายก็ต้องเลิกกันไป..เพราะฝ่ายชายไม่ต้องติดคุกแล้ว
 ๔ . ควรเรียกค่าเสียหายเป็นจำนวนเงินตามที่เห็นสมควร ซึงก็สามารถที่จะเรียกร้องเท่าไรก็ได้
      เพราะญาติผู้ต้องหากลัวว่าถ้าผู้เสียหายไม่ยอม ผู้ต้องหาก็ต้องติดคุกแน่ๆ จะไปวิ่งเต้นกับตำรวจ
      ก็อาจไม่ได้ผล
 ๕ . ในการเจรจา ถ้าเจ้าหน้าที่ตำรวจเจ้าของเรื่อง เป็นผู้เจรจาให้ หรือพูดในทำนองว่า " ผู้เสียหาย
       ก็ยินยอมให้ผู้ต้องหาร่วมเพศด้วยอยู่แล้ว ฟ้องศาล ศาลก็ยกฟ้องอยู่แล้ว หรือถ้าติดคุกก็ติดไม่
       กี่ปีก็ออก " จงรู้เอาไว้ว่าตำรวจผู้นั้นมีการช่วยเหลือผู้ต้องหา "  ท่านต้องระวังให้มากเพราะจะ
       ทำให้สำนวนที่จะฟ้องผู้ต้องหาอ่อน เรียกง่ายๆ ว่า " วิ่งล้มคดี " .. และถือว่าตำรวจผู้นั้นปฏิบัติ
       หน้าที่โดย มิชอบอาจติดคุกด้วย 
 ๖ . ถ้าโดนข่มขู่และท่านกลัวว่าจะเกิดอันตรายกับตัวเองหรือตัวผู้เสียหาย ก็ให้แจ้งความตำรวจให้
      ดำเนินคดีร้องขอต่อศาลเพื่อคุ้มครองวิธีเพื่อความปลอดภัย หรือห้ามบุคคลดังกล่าวเข้ามาในเขต
      ที่จำกัดเอาไว้


  " คำเตื่อน "   พ่อแม่หรือผู้ปกครองผู้เสียหาย   ไม่ควรเห็นแก่เงินที่จะได้จากการให้ผู้เสียหาย
แต่งงาน   ควรมองถึงอนาคตการศึกษาของผู้เสียหายมากกว่า .. ส่วนเงินค่าเสียหายนั้นถึงอย่างไร
พวกญาติผู้ต้องหาก็ต้องจ่าย ..หรือยอมจ่ายให้อยู่แล้วเพื่อยอมความทางคดี.. หรือฟ้องเรียกเอาได้
อยู่แล้ว  อย่าไปหลงเชื่อคำหวานๆ ที่มีเล่ห์กลซ่อนเร้นอยู่ ลูกหลานท่านจะเสียโอกาสและอนาคตที่ดีไป


  แต่ก็ยังมีผู้เสียหายบางคนไม่กล้าที่จะเอาเรื่อง และก็ถูกบังคับข่มขืนมาตลอด ยังมีอีกหลายคนที่
ตกอยู่ในมุมมืด  ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  ทุกวันต้องทุกข์ทรมาร ต้องยอมให้พวกมันทำทุกอย่างที่มัน
ต้องการ บ้างครั้งถึงขนาดท้อง   ที่ไม่กล้าเอาเรื่องคงเพราะกลัว หรือเพราะกลัวพ่อแม่จะได้รับความ
อับอาย หรืออายเพื่อนๆ  หรือถูกข่มขู่เอาชีวิต


  ทางแก้ไม่ยาก  เล่าเรื่องให้ผู้อื่นหรือทนายความ ไปติดต่อพวกนี้และทำหลักฐานเอาไว้   ถ้าพวก
นี้ยังมารังควานอีก หรือข่มขู่อีกก็สารมาถที่จะเอาเรื่องได้เลย .. โดยส่วนใหญ่แล้วเมื่อพวกนี้โดนถูก
ขู่กลับไปบ้างก็มักจะกลัวและไม่กล้าที่จะจะยุ่งกับผู้เสียหายอีก เพราะกลัวจะติดคุก  แต่ถ้ามันไม่กลัว 
และกลับมารังควานอีกก็สมควรที่จะเอามันเข้าคุก .. และเรียกค่าเสียหายจากพ่อแม่ของมันด้วยหรือ 
เอาพ่อแม่แม่มันเข้าคุกด้วย


   ที่สำคัญที่สุด ถ้าท้องขึ้นมาแล้วจะทำอย่างไร ปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่มาก เมื่อท้องขึ้นมาแล้วก็คง
ต้องเอาออกและการเอาออกก็ต้องเสียเงินมากตั้งแต่ ๓,๐๐๐ - ๕,๐๐๐ บาท ( ยิ่งเดี๋ยวนี้ ๕,๐๐๐ บาท
ขึ้นไป ) เพราะการทำแท้งเป็นสิ่งผิดกฎหมาย .. แต่ก็มีการทำแท้งที่ถูกกฎหมายและเสียเงินน้อยด้วย
และยังมีการทำแท้งที่แบบลับๆ ไม่ต้องอายใคร ( อาจไม่ต้องเสียเงินเป็นพันๆ )


  ถูกข่มขู่    กลัวอิทธิพล  กลัวไม่ได้รับความเป็นธรรม   ทำอย่างไร    สิ่งนี้ย่อมเกิดกับทุกคนที่ถูก
ข่มขืน หรือถูกอนาจาร ... ข้อแนะนำที่ดีที่สุดก็คือควรบอกผู้ใหญ่ หรือขอความช่วยเหลือจาก ผู้รู้กฏ
หมาย , ทนาย , สภาทนาย , สำนักงานอัยการ , มูลนิธิคุ้มครองเด็กและสตรีต่างๆ 


   




เพิ่มคำอธิบายภาพ






ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมาย


ความหมายของกฎหมาย




          กฎหมายคืออะไร? เชื่อได้เลยว่าทุกคนหรือแทบจะทุกคนในสังคมคงจะรู้จักคำๆนี้เป็นอย่างดี แต่หากจะให้อธิบายความหมายของคำนี้ หลายๆคนคงไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ ซึ่งจริงๆแล้วแม้แต่ในทางวิชาการก็มีการให้นิยามความหมายแตกต่างกันออกไปมากมาย เนื่องจากเป็นการยากที่จะนิยามความหมายออกมาให้ครอบคลุมได้ทั้งหมด แต่พอจะสรุปได้ดังนี้


          กฎหมาย คือ กฎเกณฑ์ คำสั่ง หรือข้อบังคับที่ถูกตั้งขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำหรับดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายอย่างหนึ่งอย่างใดของสังคม
           มนุษย์ถือได้ว่าเป็นสัตว์สังคมจำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน แต่เนื่องจากความคิด อุปนิสัย สภาพแวดล้อม เพศ ฯลฯ ที่แตกต่างกันไป จึงจำเป็นจะต้องมีกฎหมายเพื่อควบคุมให้สังคมมีความสงบเรียบร้อย กฎหมายบางอย่างก็กำหนดขึ้นเป็นขั้นตอนหรือวิธีปฏิบัติเพื่อให้ได้มาซึ่งความสงบเรียบร้อย หรือเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ นอกจากนี้การบัญญัติกฎหมายเพื่อเป็นบรรทัดฐานให้คนในสังคมปฏิบัติตามในแนวทางเดียวกัน ก็จะสร้างความเป็นระเบียบให้เกิดขึ้นอีกด้วย เหล่านี้ถือเป็นเป้าหมายอันสำคัญของสังคม ซึ่งเป้าหมายดังกล่าวนี้เมื่อคิดย้อนกลับไปแล้ว ก็จะมาจากคนในสังคมนั่นเอง


ลักษณะของกฎหมาย


เราสามารถแยกลักษณะของกฎหมายออกได้เป็น 5 ประการ คือ


          1.กฎหมายต้องเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับ ซึ่งจะแตกต่างกับการเชื้อเชิญหรือขอความร่วมมือให้ปฏิบัติตาม คำสั่งหรือข้อบังคับนั้นมีลักษณะให้เราต้องปฏิบัติตาม แต่ถ้าเป็นการเชื้อเชิญหรือขอความร่วมมือ เราจะปฏิบัติตามหรือไม่ก็ได้ เช่นนี้เราก็จะไม่ถือเป็นกฎหมาย เช่น การรณรงค์ให้เลิกสูบบุหรี่ หรือช่วยกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ฯลฯ


          2.กฎหมายต้องมาจากรัฐาธิปัตย์หรือผู้ที่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ รัฐาธิปัตย์คือผู้มีอำนาจสูงสุดของประเทศ ในระบอบเผด็จการหรือระบอบการปกครองที่อำนาจการปกครองประเทศอยู่ในมือของบุคคลใดบุคคลหนึ่งก็ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด มีอำนาจออกกฎหมายได้ เช่น ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ซึ่งพระมหากษัตริย์เป็นผู้มีอำนาจสูงสุด พระบรมราชโองการหรือคำสั่งของพระมหากษัตริย์ก็ถือเป็นกฎหมาย ส่วนในระบอบประชาธิปไตยของเรา ถือว่าอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน กฎหมายจึงต้องออกโดยประชาชน คำถามมีอยู่ว่าประชาชนออกกฎหมายได้อย่างไร ก็ออกโดยที่ประชาชนเลือกตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่ในการออกกฎหมาย ซึ่งก็คือสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.)และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.)นั่นเอง ดังนั้นการเลือก ส.ส. ในการเลือกทั่วไปนั้นนอกจากจะเป็นการเลือกคนเข้ามาบริหารประเทศแล้ว ยังเป็นการเลือกตัวแทนของประชาชนเพื่อทำการออกกฎหมายด้วย
          นอกจากดังกล่าวมาข้างต้น อาจมีบางกรณีที่กฎหมายให้อำนาจเฉพาะแก่บุคคลในการออกกฎหมายไว้ เช่น พระราชกฤษฎีกาหรือกฎกระทรวงที่ออกโดยฝ่ายบริหาร(คณะรัฐมนตรี) ฯลฯ


          3.กฎหมายต้องใช้บังคับได้โดยทั่วไป คือเมื่อมีการประกาศใช้แล้ว บุคคลทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายโดยเสมอภาค จะมีใครอยู่เหนือกฎหมายไม่ได้ หรือทำให้เสียประโยชน์หรือเอื้อประโยชน์ให้แก่บุคคลใดโดยเฉพาะเจาะจงไม่ได้ แต่อาจมีข้อยกเว้นในบางกรณี เช่น กรณีของฑูตต่างประเทศซึ่งเข้ามาประจำในประเทศไทยอาจได้รับการยกเว้นไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายภาษีอากร หรือหากได้กระทำความผิดอาญา ก็อาจได้รับเอกสิทธิ์ตามกฎหมายระหว่างประเทศไม่ต้องถูกดำเนินคดีในประเทศไทย โดยต้องให้ประเทศซึ่งส่งฑูตนั้นมาประจำการดำเนินคดีแทน
        
            4.กฎหมายต้องใช้บังคับได้จนกว่าจะมีการยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลง เมื่อมีการประกาศใช้แล้วแม้กฎหมายนั้นจะไม่ได้ใช้มานาน ก็ถือว่ากฎหมายนั้นยังมีผลใช้บังคับได้อยู่ตลอด กฎหมายจะสิ้นผลก็ต่อเมื่อมีการยกเลิกกฎหมายนั้นหรือมีการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นเท่านั้น


            5.กฎหมายจะต้องมีสภาพบังคับ ถามว่าอะไรคือสภาพบังคับ นั่นก็คือการดำเนินการลงโทษหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายเพื่อให้เกิดความเข็ดหลาบหรือหลาบจำ ไม่กล้ากระทำการฝ่าฝืนกฎหมายอีก และรวมไปถึงการเยียวยาต่อความเสียหายที่เกิดจากการฝ่าฝืนกฎหมายนั้นด้วย
         
  ตามกฎหมายอาญา สภาพบังคับก็คือการลงโทษตามกฎหมาย เช่น การจำคุกหรือการประหารชีวิต ซึ่งมุ่งหมายเพื่อจะลงโทษผู้กระทำความผิดให้เข็ดหลาบ แต่ตามกฎหมายแพ่งฯนั้น สภาพบังคับจะมุ่งหมายไปที่การเยียวยาให้แก่ผู้เสียหายเพื่อให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด เช่น การชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือการบังคับให้กระทำการตามสัญญาที่ตกลงกันไว้ ฯลฯ ซึ่งบางกรณีผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายก็อาจต้องต้องถูกบังคับทั้งทางอาญาและทางแพ่งฯในคราวเดียวกันก็ได้ แต่กฎหมายบางอย่างก็อาจไม่มีสภาพบังคับก็ได้ เนื่องจากไม่ได้มุ่งหมายให้ผู้คนต้องปฏิบัติตาม แต่อาจบัญญัติขึ้นเพื่อรับรองสิทธิให้แก่บุคคล หรือทำให้เสียสิทธิอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น กฎหมายกำหนดให้ผู้ที่บรรลุนิติภาวะแล้วสามารถทำนิติกรรมได้เองโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม หรือบุคคลที่มีอายุ 15 ปีแล้วสามารถทำพินัยกรรมได้ ฯลฯ หรือออกมาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในประเทศ ซึ่งกฎหมายประเภทนี้จะไม่มีโทษทางอาญาหรือทางแพ่งแต่อย่างใด


ที่มาของกฎหมาย


            1.ศีลธรรม คือกฎเกณฑ์ของความประพฤติ คำๆนี้ฟังเข้าใจง่ายแต่อธิบายออกมาได้ยากมาก เพราะเป็นสิ่งที่แต่ละคนเข้าใจได้ในตัวเองและมีความหมายที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่าง เช่น เชื้อชาติ ศาสนา สภาพแวดล้อม ฯลฯ แต่อย่างไรก็ความหมายของศีลธรรมของแต่ละคนก็จะมีมาตรฐานใกล้เคียงกัน แม้อาจจะแตกต่างกันออกไปบ้าง  แต่โดยหลักแล้วก็จะหมายถึง ความรู้สึกผิดชอบหรือความดีงามต่างๆที่ทำให้คนเราสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้โดยสงบสุข ดังนั้นการบัญญัติกฎหมายจึงต้องใช้ศีลธรรมเป็นรากฐาน เพื่อให้เกิดความสงบสุขแก่สังคมให้มากที่สุดนั่นเอง


             2.จารีตประเพณี คือแบบแผนที่คนในสังคมยอมรับและถือปฏิบัติมาเป็นเวลาช้านาน แต่ละสังคมก็มีจารีตประเพณีที่แตกต่างกันออกไป ตามแต่สภาพแวดล้อม ศาสนา เชื้อชาติ ฯลฯ เช่นเดียวกับศีลธรรม การกระทำที่ฝ่าฝืนต่อจารีตประเพณี คนในสังคมนั้นๆก็จะมองว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องไม่สมควรกระทำ จึงนำมาใช้เป็นรากฐานในการบัญญัติกฎหมาย เนื่องจากเป็นสิ่งที่คนในสังคมนั้นๆยอมรับ ตัวอย่างที่สำคัญก็คือกฎหมายในประเทศอังกฤษนั้น ผู้พิพากษาจะใช้จารีตประเพณีมาพิจารณาพิพากษา ซึ่งคำพิพากษานั้นถือเป็นกฎหมาย ส่วนประเทศอื่นๆก็มีการนำจารีตประเพณีมาใช้เป็นรากฐานในการบัญญัติกฎหมายเช่นกัน เช่นกฎหมายของประเทศไทยในเรื่องของการหมั้น การแบ่งมรดก ฯลฯ
 
             3.ศาสนา คือหลักการดำเนินชีวิตหรือข้อบังคับที่ศาสดาของแต่ละศาสนาบัญญัติขึ้นเพื่อสอนให้คนทุกคนเป็นคนดี เมื่อพูดถึงศาสนาเราก็อาจนึกไปถึงศีลธรรม เพราะสองคำนี้มักจะมาคู่กัน แต่คำว่าศีลธรรมจะมีความหมายกว้างกว่าคำว่าศาสนา เพราะศีลธรรมอาจหมายความรวมเอาหลักคำสอนของทุกศาสนามารวมไว้และความดีงามต่างๆไว้ในคำๆเดียวกัน เมื่อเรากล่าวถึงคำสอนของศาสนาอิสลาม นั่นหมายถึงศีลธรรม เมื่อเรากล่าวถึงคำสอนของศาสนาพุทธ นั่นหมายถึงเรากล่าวถึงศีลธรรมเช่นกัน กฎหมายของแต่ละประเทศก็จะบัญญัติขึ้นโดยอาศัยศาสนาเป็นรากฐานด้วย เช่นในประเทศไทยเราในทางอาญาก็จะนำศีล 5 มาใช้ในการบัญญัติกฎหมาย เช่นห้ามฆ่าผู้อื่น ห้ามลักทรัพย์  ห้ามประพฤติผิดในกาม ฯลฯ


            4.คำพิพากษาของศาล มีเฉพาะบางประเทศเท่านั้นที่ถือเอาคำพิพากษาของศาลมาจัดทำเป็นกฎหมาย เช่น ประเทศอังกฤษ คือใช้จารีตประเพณีมาพิจารณาพิพากษาคดีและเพื่อไม่ให้มีกรณีเดียวกันนี้เกิดขึ้นซ้ำอีกก็จะนำคำพิพากษานั้นมาจัดทำเป็นกฎหมายเพื่อให้ทุกคนปฏิบัติตาม หากมีคดีที่มีข้อเท็จจริงเหมือนกันเกิดขึ้นอีก ศาลก็จะตัดสินเหมือนกับคดีก่อนๆ แต่ในหลายๆประเทศคำพิพากษาเป็นเพียงแนวทางในการพิจารณาพิพากษาของศาลเท่านั้น ศาลอาจใช้ดุลพินิจพิจารณาพิพากษาต่างจากคดีก่อนๆได้ จึงไม่ถือคำพิพากษาของศาลเป็นกฎหมาย เช่น ประเทศไทยเราเป็นต้น


           5.หลักความยุติธรรม(Equity) หลักความยุติธรรมนี้จะต้องมาควบคู่กับกฎหมายเสมอ เพียงแต่ความยุติธรรมของแต่ละคนก็อาจไม่เท่ากัน แต่อย่างไรก็ดีผู้บัญญัติและผู้ใช้กฎหมายก็จะต้องคำนึงถึงหลักความยุติธรรมด้วยและความยุติธรรมนี้ควรจะอยู่ในระดับที่คนในสังคมส่วนใหญ่ยอมรับ เพราะถ้าเป็นความยุติธรรมโดยคำนึงถึงคนส่วนน้อยมากกว่า ก็จะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้คนเพียงบางกลุ่มเท่านั้น ทำให้ไม่เกิดความยุติธรรมแก่สังคมโดยแท้จริง ตัวอย่างที่สำคัญคือ ในอังกฤษนั้นแต่ก่อนการฟ้องเรียกค่าเสียหายนั้นจะฟ้องเรียกได้เฉพาะจำนวนเงินเท่านั้น จะฟ้องให้ปฏิบัติตามสัญญาที่ตกลงกันไม่ได้ จึงทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่ผู้เสียหาย เนื่องจากในบางรายผู้เสียไม่ได้ต้องการเงินค่าเสียหาย แต่ต้องการให้คู่สัญญาปฏิบัติตามข้อตกลงที่ทำต่อกัน ดังนั้นจึงได้มีการนำเอาหลักความยุติธรรมาใช้โดยอนุญาตให้มีการชำระหนี้โดยการปฏิบัติตามสัญญาที่ตกลงกันไว้ตามความมุ่งหมายของผู้ที่เสียหายได้  ทำให้เกิดความเป็นธรรมในการพิจารณาพิพากษาคดียิ่งขึ้น


           6.ความคิดเห็นของนักปราชญ์ ก็คือผู้ทรงความรู้ในทางกฎหมายนั่นเอง อาจจะเป็นนักวิชาการ หรืออาจารย์สอนกฎหมายก็ตาม เนื่องจากนักปราชญ์เหล่านี้จะเป็นผู้ค้นคว้าหลักการและทฤษฎีต่างๆเพื่อสนับสนุนหรือโต้แย้งกฎหมายหรือคำพิพากษาของศาลอยู่เสมอ ทำให้เกิดหลักการหรือทฤษฎีใหม่ๆที่เป็นแนวทางในการบัญญัติกฎหมายได้ เช่น แนวความคิดของ คาร์ล มาร์กซ์ ในประเทศรัสเซีย ฯลฯ


ระบบกฎหมาย


ระบบกฎหมายหลักๆในโลกนี้มีอยู่ 4 ระบบใหญ่ๆด้วยกัน คือ


             1.ระบบกฎหมายซีวิล ลอว์(Civil Law) หรือก็คือระบบกฎหมายแบบลายลักษณ์อักษร จุดกำเนิดอยู่ที่อาณาจักรโรมัน ระบบกฎหมายนี้จะมีลักษณะเป็นการรวมรวมเอาจารีตประเภณีหรือกฎหมายต่างๆหรือบัญญัติกฎหมายขึ้นใหม่ โดยบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรและจัดไว้เป็นหมวดหมู่อย่างเป็นระเบียบ ซึ่งเรียกว่าประมวลกฎหมาย ซึ่งแต่เดิมนั้นไม่มีการบัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ชนชั้นที่ถูกปกครองในโรมันจึงมีการเรียกร้องให้ชนชั้นสูงทำการเขียนกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้ชนชั้นที่ถูกปกครองได้รู้กฎหมายด้วย ซึ่งระบบกฎหมายนี้ก็ได้มีการพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ในประเทศไทยก็ใช้ระบบกฎหมายซีวิล ลอว์ ตัวอย่างก็เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลกฎหมายอาญา ฯลฯ


           2.ระบบกฎหมายคอมมอน ลอว์(Common Law) หรือก็คือระบบกฎหมายจารีตประเพณี จุดกำเนิดอยู่ที่อังกฤษ เนื่องจากแต่เดิมนั้นประเทศอังกฤษมีชนเผ่าอยู่มากมายหลายชนเผ่าด้วยกัน ต่อมาได้มีการจัดตั้งศาลหลวงหรือศาลพระมหากษัตริย์ขึ้น โดยคัดเลือกผู้พิพากษาที่มีความรู้จากส่วนกลางไปพิจารณาคดีในแต่ละท้องถิ่น ซึ่งแต่ละชนเผ่าก็มีจารีตประเพณีที่แตกต่างกันออกไป ทำให้เกิดปัญหาในการพิจารณาคดีมากมาย แต่ในภายหลังปัญหาก็ค่อยๆหมดไปเพราะเริ่มมีจารีตประเพณีที่มีลักษณะเป็นสามัญขึ้นโดยศาลหลวงได้ใช้จารีตประเพณีเหล่านี้ในการพิจารณาคดี ในระบบคอมมอน ลอว์แต่เดิมจะไม่มีการบัญญัติกฎหมายไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เมื่อศาลใช้จารีตประเพณีในการพิพากษาตัดสินคดีแล้ว ก็จะมีการบันทึกคำพิพากษานั้นเอาไว้ เพื่อใช้เป็นบรรทัดฐานในการพิจารณาคดีต่อๆไป หาข้อเท็จจริงในคดีต่อๆมาเหมือนกับคดีก่อน ศาลก็จะพิพากษาไปตามที่ได้มีการบันทึกไว้แล้ว ถือได้ว่าคำพิพากษาของศาลก็คือกฎหมายนั่นเอง แต่ปัจจุบันนี้ในประเทศอังกฤษก็ใช้ทั้งระบบกฎหมายแบบซีวิล ลอว์และคอมมอน ลอว์ ควบคู่กันไป


           3.ระบบกฎหมายสังคมนิยม(Socialist Law) จุดกำเนิดของระบบกฎหมายน้อยู่ที่รัสเซีย แต่เดิมรัสเซียใช้ระบบกฎหมายซีวิล ลอว์ แต่ในภายหลังเมื่อพรรคคอมมิวนิสต์ครองอำนาจ ก็ได้มีการนำหลักการและแนวความคิดของ คาร์ล มาร์กซ์ และ เลนิน มาใช้โดยเชื่อว่ากฎหมายเป็นเครื่องมือในการขัดระเบียบและกลไกในสังคม เพื่อให้คนในสังคมมีความเท่าเทียมกัน ปราศจากการกดขี่ข่มเหง ปราศจากชนชั้นวรรณะ ประชาชนทุกคนเป็นเจ้าของทรัพย์สินทั้งหมดร่วมกัน กฎหมายมีอยู่เพื่อความเท่าเทียม เมื่อใดที่สังคมเกิดความเท่าเทียมกันแล้วกฎหมายก็ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป ส่วนลักษณะของกฎหมายสังคมนิยมนั้นจะมีการผสมผสานระหว่างกฎหมายลายลักษณ์อักษรกับจารีตประเพณีเข้าด้วยกัน โดยมีการบัญญัติกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษร ส่วนจารีตประเพณีนั้นเป็นตัวช่วยในการตีความและอุดช่องว่างของกฎหมายเมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษร และที่สำคัญก็คือกฎหมายในระบบสังคมนิยมนั้นต้องแฝงหลักการหรือแนวคิดของคาร์ล มาร์กซ์ และ เลนิน ด้วยเสมอ


           4.ระบบกฎหมายศาสนาและประเภณีนิยม ลักษณะของกฎหมายในระบบนี้ โดยเนื้อหาของกฎหมายแล้วก็จะอาศัยศาสนาหรือประเภณีนิยมเป็นฐานในการบัญญัติกฎหมายขึ้นมา เช่น กฎหมายศาสนาอิสลามกำหนดหน้าที่ของชาวมุสลิมที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้า  ในปัจจุบันประเทศที่นับถือศาสนาอิสลาม กฎหมายอิสลามมีส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวกับครอบครัวและมรดก แต่ส่วนกฎหมายในเรื่องอื่นๆก็จะใช้แนวทางของกฎหมายของทางโลกตะวันตก หรือใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่จังหวัดสตูล ยะลา ปัตตานี นราธิวาส ในเรื่องครอบครัวและมรดกก็จะต้องนำกฎหมายศาสนาอิสลามมาใช้บังคับ ซึ่งถือเป็นข้อยกเว้นเฉพาะ 4 จังหวัดดังกล่าวเท่านั้น  ส่วนในเรื่องอื่นๆทุกจังหวัดก็จะใช้กฎหมายฉบับเดียวกันรวมไปถึง 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย เช่นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นต้น


            ส่วนประเภณีนิยมนั้น คือ สิ่งที่คนในสังคมยอมรับและปฏิบัติสืบต่อกันมา เช่นในประเทศจีนก็มีการนำประเภณีนิยมของนักปราชญ์อย่าง ขงจื้อ มาเป็นแนวทางในการบัญญัติกฎหมาย หรือประเภณีโบราณของลัทธิชินโตก็ใช้เป็นแนวทางในการบัญญัติกฎหมายในประเทศญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน ฯลฯ




                 วิวัฒนาการกฎหมายในประเทศไทย  เดิมกฎหมายของประเทศไทยนั้นมีที่มาจากจารีตประเภณี ศาสนา รวมไปถึงพระราชโองการของพระมหากษัตริย์ ในสมัยกรุงศรีอยุธยามีกฎหมายที่เรียกว่า “พระราชศาสตร์” ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้นโดยอาศัยหลักใน “คัมภีร์พระธรรมศาสตร์” จนกระทั่งการเสียเมืองครั้งที่ 2 ให้แก่ประเทศพม่า เอกสารสำคัญทางกฎหมายได้มีการถูกทำลายและสูญหายไปเป็นจำนวนมาก ต่อมาในสมัยของรัชการที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ แม้จะมีการรวบรวมกฎหมายขึ้นใหม่แต่ก็เหลือเพียงหนึ่งในสิบของกฎหมายที่มีอยู่เดิมในสมัยกรุงศรีอยุธยา อีกทั้งยังมีเนื้อหาที่ผิดเพี้ยนไปจากเดิม ทำให้กฎหมายที่มีอยู่ไม่สามารถตัดสินคดีได้อย่างยุติธรรม รัชกาลที่ 1 จึงทรงชำระสะสางกฎหมายเสียใหม่กลายเป็น “กฎหมายตราสามดวง” ถือเป็นกฎหมายที่มีความสำคัญของไทยเรา นักวิชาการทั้งหลายถือว่าแม้จริงแล้วกฎหมายตราสามดวงนี้ก็คือกฎหมายในสมัยกรุงศรีอยุธยานั่นเอง
              คดีสำคัญที่ก่อให้เกิดกฎหมายตราสามดวงก็คือ “คดีอำแดงป้อม” (อำแดง เป็นคำนำหน้าชื่อของผู้หญิงในสมัยก่อน) คดีนี้มีข้อเท็จจริงคือ นายบุญศรี ช่างเหล็กหลวง ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษพระเกษมและนายราชาอรรถ เนื่องจาก อำแดงป้อม ภรรยาของนายบุญศรีเป็นชู้กับ นายราชาอรรถ แต่อำแดงป้อมกลับมาฟ้องหย่านายบุญศรี นายบุญศรีไม่ยอมหย่า แต่พระเกษมกลับพิจารณาเข้าข้างอำแดงป้อมแล้วคัดข้อความส่งให้ลูกขุน ณ ศาลหลวง มีคำตัดสินให้อำแดงป้อมกับนายบุญศรีขาดจากการเป็นสามีภรรยาตามกฎหมาย เมื่อรัชการที่ 1 ทรงทราบเรื่องจึงตรัสว่า หญิงนอกใจชายแล้วมาฟ้องหย่า ลูกขุนปรึกษากันแแล้วให้หย่าตามคำฟ้องนั้นไม่เป็นการยุติธรรม จึงมีพระราชโองการตรัสสั่งให้เจ้าพระยาคลังตรวจสอบกฎหมายดังกล่าว ปรากฎได้ความว่า ชายไม่ผิด หญิงมาขอหย่า ก็สามารถหย่าได้(ตามที่บันทึกใช้คำว่า ชายหาผิดมิได้หญิงขอหย่า ท่านว่าเป็นหญิงหย่าชายหย่าได้) จึงทรงเห็นว่าแม้แต่พระไตรปิฎกผิดเพี้ยนไป ก็ยังอาราธนาพระราชาคณะทั้งปวงให้ทำสังคายนาชำระพระไตรปิฎกให้ถูกต้องได้ ดังนั้นเมื่อกฎหมายผิดเพี้ยนไปก็ควรต้องชำระสะสางให้ถูกต้อง พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรกกระหม่อมตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ประกอบด้วยอาลักษณ์ 4 ลูกขุน 3 ราชบัณฑิต 4 จัดการชำระบทกฎหมายให้ถูกต้อง โดยอาศัย “คัมภีร์พระธรรมศาสตร์”(เชื่อกันว่าเป็นคัมภีร์ที่ผู้ทรงอิทธิฤทธิ์ หรือผู้มีอำนาจเหนือคนธรรมดาแต่งขึ้น เดิมนั้นเป็นของชาวฮินดู เป็นหนังสือในศาสนาพราห์ม) เป็นหลักในการบัญญัติกฎหมาย เช่นเดียวกับในสมัยกรุงศรีอยุธยา เกิดเป็นกฎหมายตราสามดวงขึ้น
              ในเวลาต่อมาเกิดการล่าอาณานิคมจากประเทศซีกโลกตะวันตก เช่น ประเทศฝรั่งเศสและประเทศอังกฤษ ทำให้เกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้นก็คือการเสียเอกราชทางศาล เนื่องจากต่างประเทศเห็นว่าประเทศไทยเรากฎหมายป่าเถื่อน ไม่เป็นธรรม เมื่อมีปัญหาหรือคดีเกิดขึ้นก็จะไม่ยอมขึ้นศาลไทย และบีบบังคับให้รัฐบาลของไทยทำสนธิสัญญาซึ่งเรียกว่า “สิทธิสภาพนอกอาณาเขต” ได้มีการจัดตั้งศาลกงศุล และศาลต่างประเทศขึ้นเพื่อใช้ในการพิจารณาคดีสำหรับคนชาตินั้นๆโดยเฉพาะ ไม่ใช้กฎหมายของไทยและไม่ขึ้นศาลไทย ในสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดำริที่จะนำเอาเอกราชทางศาลกลับคืนมา โดยการแก้ไขกฎหมายให้ทัดเทียมกับนานาประเทศ จึงได้มีส่งข้าราชการและพระบรมวงศานุวงศ์ไปศึกษากฎหมายที่ต่างประเทศเพื่อนำความรู้มาพัฒนากฎหมาย รวมถึงจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายจากต่างประเทศมาเป็นที่ปรึกษา ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้มีการตรวจแก้ไขและปรับปรุงกฎหมายขึ้นใหม่ โดยตั้งตณะกรรมการซึ่งมีพระบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์(พระบิดาแห่งกฎหมายไทย) เป็นประธาน โดยร่างประมวลกฎหมายอาญาเสร็จก่อน(ในสมัยนั้นคือ กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127) อีกทั้งได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นร่างกฎหมายอื่นๆด้วย ต่อมาในสมัยรัชการที่ 6 ก็ทรงแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นร่างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และปรกาศใช้ในปี พ.ศ.2468 แรกเริ่มเดิมทีมีเพียง 2 บรรพ คือบรรพ 1 ว่าด้วยบทเบ็ดเสร็จทั่วไป และบรรพ 2 ว่าด้วยหนี้ หลังจากนั้นก็มีการร่างบรรพอื่นๆขึ้นจนครบ 6 บรรพในภายหลัง ในการปฏิรูประบบกฎหมายจากระบบเดิมที่ล้าสมัยมาเป็นระบบใหม่นั้น ไทยได้รับเอาระบบซีวิล ลอว์มาใช้ซึ่งเป็นระบบเดียวกับที่ฝรั่งเศสและเยอรมันใช้กัน โดยระบบนี้มีต้นกำเนิดมาจากอาณาจักรโรมัน เริ่มแรกเดิมทีนั้นคณะกรรมการร่างกฎหมายประสงค์ที่จะนำเอาระบบกฎหมายคอมมอน ลอว์มาใช้บังคับ แต่เนื่องจากระบบกฎหมายนี้เป็นระบบกฎหมายที่ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ เพราะระบบกฎหมายนี้เป็นระบบกฎหมายที่พัฒนามาเป็นเวลาช้านานจากจารีตประเพณีและระบบสังคมโดยเฉพาะ ตัวบทกฎหมายก็ไม่มีการรวบรวมเอาไว้เป็นหมวดหมู่ทำให้ยากแก่การศึกษา ซึ่งแตกต่างกับระบบซีวิล ลอว์ ที่มีการรวบรวมกฎหมายไว้เป็นหมวดหมู่อย่างมีระเบียบ ทำให้ง่ายแก่การศึกษาและนำมาใช้เป็นแบบอย่าง อีกทั้งประเทศส่วนใหญ่นอกจากฝรั่งเศสและเยอรมันแล้ว ต่างก็ใช้ระบบกฎหมายนี้ทั้งสิ้ง การที่ประเทศไทยใช้ระบบเดียวกับนานาประเทศก็จะทำให้กฎหมายของไทยมีความเป็นสากลและเป็นที่ยอมรับ ซึ่งก็จะมีผลทำให้ไทยอาจได้รับเอกราชทางศาลคืนได้ง่ายขึ้น
                 ดังนั้นประเทศไทยจึงนำเอาระบบซิวิล ลอว์มาใช้ โดยนำกฎหมายของประเทศอื่นๆมาผสานเข้ากันกับกฎหมายไทยดั้งเดิม และมีการปรับปรุงให้ทันสมัยเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ จนในที่สุดก็ได้รับเอกราชทางศาลคืนมา และกฎหมายไทยก็ยังมีการพัฒนาขึ้นมาอีกเรื่อยๆเพื่อสามารถใช้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมได้ จนถึงปัจจุบัน






ลำดับชั้นของกฎหมายในประเทศไทย(ศักดิ์กฎหมาย)


            ลำดับชั้นของกฎหมายมีไว้เพื่อบ่งบอกถึงระดับสูงต่ำและความสำคัญของกฎหมายแต่ละประเภทรวมไปถึงภาพรวมของกฎหมายที่ใช้กัน กฎหมายที่มีลำดับชั้นต่ำกว่าจะมีผลยกเลิกหรือขัดต่อกฎหมายที่มีลำดับชั้นสูงกว่าไม่ได้ ซึ่งเราจัดลำดับได้ดังนี้


            1.กฎหมายแม่บทที่มีศักดิ์สูงที่สุด ได้แก่ รัฐธรรมนูญ
            รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดที่ใช้ในการปกครองประเทศ เป็นกฎหมายที่วางหลักเกณฑ์การปกครองและกำหนดโครงสร้างในการจัดตั้งองค์กรบริหารของรัฐ กำหนดสิทธิและหน้าที่ของประชาชนรวมไปถึงให้ความคุ้มครองสิทธิและหน้าที่ดังกล่าว กฎหมายอื่นๆที่ออกมาจะต้องออกให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ กฎหมายใดที่ขัดกับรัฐธรรมนูญจะก็จะไม่มีผลใช้บังคับได้ เราอาจเปรียบเทียบอย่างง่ายๆโดยนึกไปถึงผู้ว่าจ้างคนหนึ่ง จ้างผู้รับจ้างให้ก่อสร้างบ้าน โดยให้หัวข้อมาว่าต้องการบ้านที่มีโครงสร้างแข็งแรงมั่นคง รูปแบบบ้านเป็นทรงไทย ผู้รับจ้างก็ต้องทำการออกแบบและก่อสร้างให้โครงสร้างบ้านแข็งแรงและออกเป็นแบบทรงไทย ถ้าบ้านออกมาไม่ตรงตามที่ผู้ว่าจ้างต้องการ ก็อาจถือได้ว่าผู้รับจ้างผิดสัญญาได้ หัวข้อที่ผู้ว่าจ้างให้มาอาจเปรียบได้กับรัฐธรรมนูญ ซึ่งเพียงแต่กำหนดกฎเกณฑ์หรือรูปแบบเอาไว้เป็นแนวทางหรือเป้าหมาย ส่วนการออกแบบและการก่อสร้างอาจเปรียบได้กับกฎหมายอื่นๆที่ต้องออกมาให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ถ้าออกแบบมาหรือสร้างไม่ตรงกับความต้องการก็เปรียบเทียบได้กับการออกกฎหมายอื่นๆมาโดยไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ก็จะมีผลเป็นการผิดสัญญาหรืออาจเปรียบเทียบในทางกฎหมายได้ว่ากฎหมายนั้นๆใช้ไม่ได้


             2.กฎหมายที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจแก่ฝ่ายนิติบัญญัติหรือฝ่ายบริหารเป็นผู้ออก ได้แก่ ประมวลกฎหมาย พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด กฎหมายเหล่านี้ถือว่ามีศักดิ์เป็นลำดับที่สองรองจากรัฐธรรมนูญ
           -ประมวลกฎหมาย คือเป็นการรวมรวบเอาหลักกฎหมายในเรื่องใหญ่ๆซึ่งเป็นเรื่องทั่วไปมาจัดเป็นหมวดหมู่ให้เป็นระเบียบ เช่น ประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายแพ่งและเพาณิชย์ ฯลฯ ประมวลกฎหมายต่างๆ ถือเป็นกฎหมายที่เป็นหลักทั่วๆไป ที่กล่าวถึงสิทธิและหน้าที่ของบุคคลแต่ละคน บุคคลในสังคมต้องประพฤติปฏิบัติตนอย่างไรและห้ามประพฤติปฏิบัติตนอย่างไรบ้าง และรวมไปถึงการให้ความคุ้มครองต่อสิทธิต่างๆของบุคคลแต่ละคนด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ต่างๆที่รัฐธรรมนูญวางไว้
          -พระราชบัญญัติ เป็นกฎหมายเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง คือเป็นกฎหมายที่ออกมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใด เช่น พระราชบัญญัติล้มละลาย ก็จะเป็นเรื่องเฉพาะเกี่ยวกับการล้มละลาย หรือพระราชบัญญัติสัญชาติ ก็จะเกี่ยวข้องเฉพาะกับเรื่องสัญชาติของบุคคล ฯลฯ ซึ่งพระราชบัญญัตินี้จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับฝ่ายบริหารหรือก็คือรัฐบาลค่อนข้างมาก เพราะฝ่ายบริหารจะเป็นผู้กำหนดนโยบายในการบริหารประเทศ และเสนอกฎหมายเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนโยบายนั้นๆให้สภานิติบัญญัติทำการออกนั่นเองและกฎหมายที่ออกมานั้นแม้จะมีการเปลี่ยนฝ่ายบริหารหรือฝ่ายรัฐบาลแล้ว ก็จะมีผลใช้บังคับอยู่ จนกว่ากฎหมายนั้นจะถูกยกเลิกหรือมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง
          -พระราชกำหนด เป็นกฎหมายที่ออกโดยฝ่ายบริหารหรือก็คือรัฐบาล เป็นกฎหมายที่ออกใช้ไปพลางก่อนในกรณีที่มีจำเป็นเร่งด่วน หลังจากมีการใช้ไปพลางก่อนแล้ว ในภายหลังพระราชกำหนดนั้นก็อาจกลายเป็นพระราชบัญญัติซึ่งจะมีผลบังคับเป็นการถาวรได้ ถ้าสภานิติบัญญัติให้การอนุมัติ แต่ถ้าสภาไม่อนุมัติพระราชกำหนดนั้นก็ตกไป แต่จะไม่ทระทบกระเทือนถึงกิจการที่ได้กระทำไปในระหว่างใช้พระราชกำหนดนั้น ซึ่งพระราชกำหนดจะออกได้เฉพาะกรณีต่อไปนี้เท่านั้น คือ กรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อรักษาความปลอดภัยของประเทศ หรือความปลอดภัยสาธารณะ หรือเพื่อรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือเพื่อจะป้องกันภัยพิบัติสาธารณะ หรือมีความจำเป็นต้องมีกฎหมายเกี่ยวด้วยภาษีอากรหรือเงินตรา


          3.กฎหมายที่ฝ่ายบริหารเป็นผู้ออก ได้แก่ พะราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง


          (ก).พระราชกฤษฎีกาเป็นกฎหมายที่ออกโดยฝ่ายบริหาร ซึ่งจะออกได้เฉพาะในกรณีต่อไปนี้คือ
          -รัฐธรรมนูญกำหนดให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกาในกิจการอันสำคัญที่เกี่ยวกับฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ เช่น พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร ฯลฯ
          -โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายแม่บทซึ่งก็คือ พระราชบัญญัติ หรือ พระราชกำหนด คือจะต้องมีพระราชบัญญัติหรือพระราชกำหนดให้อำนาจในการออกไว้ เช่น พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากร พ.ศ. 2528 กำหนดว่าหากจะเปิดศาลภาษีอากรจังหวัดเมื่อใด ต้องประกาศโดยพระราชกฤษฎีกา ฯลฯ ด้วยการที่พระราชกฤษฎีกาเป็นกฎหมายที่มีศักดิ์ต่ำกว่าพระราชบัญญัติและพระราชกำหนด ดังนั้นจะออกมาขัดกับพระราชบัญญัติหรือพระราชกำหนดซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทนั้นไม่ได้
          -กรณีที่จำเป็นอื่นๆในเรื่องใดก็ได้ แต่ต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย


          (ข).กฎกระทรวง เป็นกฎหมายที่รัฐมนตรีแต่ละกระทรวงเป็นผู้ออก โดยอาศัยอำนาจจากกฎหมายแม่บทซึ่งก็คือพระราชบัญญัติหรือพระราชกำหนดฉบับใดฉบับหนึ่ง เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายนั้นๆ พระราชบัญญัติหรือพระราชกำหนดจะกำหนดกฎเกณฑ์กว้างๆเอาไว้ ส่วนกฎกระทรวงก็จะมากำหนดรายละเอียดอีกชั้นหนึ่ง เช่น ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ได้กำหนดว่า ในกรณีที่ใช้มาตรการบังคับทางปกครองโดยการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของบุคคลใดเพื่อขายทอดตลาด ผู้ที่มีอำนาจสั่งให้ยึด อายัดหรือขายทอดตลาดทรัพย์สินนั้น ให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง เราก็ต้องไปศึกษาในกฎกระทรวงอีกชั้นหนึ่งว่าผู้ที่มีอำนาจสั่งนั้นคือใครบ้าง ฯลฯ


          4.กฎหมายที่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ออก ได้แก่ เทศบัญญัติ ข้อบัญญัติจังหวัด ข้อบังคับสุขาภิบาล ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร ข้อบัญญัติเมืองพัทยา
          เป็นกฎหมายที่ออกมาใช้บังคับโดยเฉพาะในแต่ละองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้เป็นไปตามหน้าที่ขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น หรือในกรณีที่กฎหมายให้อำนาจไว้ก็ทำการออกได้เช่นกัน เช่น ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เป็นกฎหมายที่กรุงเทพมหานครตราขึ้นเพื่อใช้บังคับในเขตกรุงเทพมหานครเท่านั้น  หรือเทศบัญญัติ ก็เป็นกฎหมายที่เทศบาลบัญญัติขึ้นใช้บังคับเฉพาะในเขตเทศบาลของตน


ประเภทของกฎหมาย


 การแบ่งแยกประเภทกฎหมายที่นิยมใช้กันมีอยู่  2 ประเภท คือ


          1.การแบ่งแยกประเภทของกฎหมายตามลักษณะแห่งการใช้ เป็นการแบ่งแยกโดยพิจารณาถึงลักษณะการใช้กฎหมายเป็นหลัก ได้แก่


         -กฎหมายสารบัญญัติ คือกฎหมายที่บัญญัติถึงเนื้อหาหรือเรื่องทั่วๆไป เป็นกฎหมายที่ใช้ควบคุมความประพฤติรวมไปถึงกำหนดสิทธิและหน้าที่ต่างๆของพลเมืองไว้ เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลกฎหมายอาญา
          -กฎหมายวิธีสบัญญัติ คือกฎหมายที่บัญญัติถึงกระบวนการหรือวิธีการที่จะบังคับหรือดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายสารบัญญัตินั่นเอง ได้แก่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหรือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ฯลฯ ตัวอย่างเช่นในประมวลกฎหมายอาญาบัญญัติว่าผู้ใดฆ่าผู้อื่นผู้นั้นมีความผิด แต่ไม่ได้กำหนดว่ามีจะนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้อย่างไร ไม่มีขั้นตอนการดำเนินการกำหนดไว้ เราก็ต้องอาศัยบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ในการจับตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ เราอาจเปรียบเทียบเป็นตัวอย่างง่ายๆได้ว่า หากเราเปรียบเทียบว่ากฎหมายสารบัญญัติเปรียบได้กับเครื่องกรองน้ำที่ใช้ในการกรองน้ำให้สะอาด  กฎหมายวิธีสบัญญัติก็จะหมายถึงวิธีการใช้เครื่องกรองน้ำนั้นหรือกระบวนการการทำงานของเครื่องกรองน้ำ ซึ่งเป็นที่มาของน้ำสะอาดให้เราใช้ดื่มกินนั่นเอง ถ้าเราไม่รู้วิธีใช้หรือไม่มีกระบวนการการกรองน้ำติดตั้งอยู่ในเครื่อง เราก็จะทำการกรองน้ำให้สะอาดไม่ได้  เช่นเดียวกันนี้ถ้าไม่มีกฎหมายวิธีสบัญญัติ การบังคับให้เป็นไปตามกฎหมายสารบัญญัติก็จะทำได้ยาก เพราะไม่มีแบบแผนและวิธีการแน่นอน ขาดความเป็นระเบียบและไร้ประสิทธิภาพ


        2.แบ่งแยกประเภทของกฎหมายตามลักษณะของความสัมพันธ์ของคู่กรณี ได้แก่


         -กฎหมายเอกชน เป็นกฎหมายที่กำหนดถึงความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนด้วยกันเอง ซึ่งกำหนดถึงสิทธิและหน้าที่ของแต่ละเอกชน รวมไปถึงสิทธิและหน้าที่ของเอกชนที่มีต่อเอกชนด้วยกันด้วย กฎหมายเอกชนก็ได้แก่กฎหมายแพ่ง  และกฎหมายพาณิชย์  กฎหมายแพ่งจะกำหนดถึงสิทธิและหน้าที่รวมไปถึงความสัมพันธ์ของบุคคลตั้งแต่เกิดจนตาย ส่วนกฎหมายพาณิชย์ก็จะกำหนดสิทธิและหน้าที่ระหว่างบุคคลที่เข้ามามีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจต่อกัน เช่น กำหนดถึงสิทธิแบะหน้าที่ระหว่างคู่สัญญาซื้อขาย คู่สัญญากู้ยืมเงิน ฯลฯ
          -กฎหมายมหาชน เป็นกฎหมายที่ใช้บังคับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกัน หรือความสัมพันธ์ระหว่างรํฐ หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าที่ของรัฐกับประชาชน เช่น รัฐธรรมนูญ กฎหมายปกครอง กฎหมายอาญา พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
         -กฎหมายระหว่างประเทศ เป็นกฎหมายที่กำหนดถึงกฎเกณฑ์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เนื่องจากประเทศต่างๆในโลกต้องมีการติดต่อมีความสัมพันธ์กับประเทศอื่นๆ ทั้งในการค้า เศรษฐกิจ และการประสานงานช่วยเหลือในเรื่องต่างๆ ซึ่งกฎหมายระหว่างประเทศอาจมาในรูปของสนธิสัญญา จารีตประเพณีหรือความตกลงกันระหว่างประเทศ กฎหมายระหว่างประเทศอาจไม่มีสภาพบังคับที่ชัดเจน แต่ก็ถือเป็นกฎหมายได้ เนื่องจากเป็นกฎเกณฑ์ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำหรับดำเนินการให้เป็นไปตามเป้าหมายอย่างหนึ่งอย่างใดของรัฐ  เช่นกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีอาญา ฯลฯ




ข้อคิดบางประการเกี่ยวกับกฎหมาย


          กฎหมายเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งเพื่อทำให้สังคมมีความเป็นระเบียบและสงบสุข ซึ่งด้วยข้อจำกัดหลายๆประการทำให้กฎหมายไม่อาจแก้ไขปัญหาได้ในทุกๆเรื่อง เป็นผลทำให้เราคิดว่ากฎหมายไม่ดีบ้าง กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์บ้าง ไม่มีใครเกรงกลัวกฎหมายบ้าง และมีการแก้ไขกันอยู่เรื่อยไป
          แต่เรากำลังมองข้ามจุดสำคัญไปอย่างหนึ่งก็คือ กฎหมายก็เป็นเพียงข้อความหรือตัวหนังสือธรรมดาๆถ้าไม่มีผู้นำกฎหมายนั้นมาใช้ กฎหมายอาจกลายเป็นอาวุธป้องกันตัวที่ดีเยี่ยมถ้าเราใช้มันโดยถูกต้อง แต่กฎหมายก็อาจเป็นอาวุธทำร้ายผู้อื่นได้เช่นกันถ้าใช้มันผิดวิธี ดังนั้นจุดสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่ากฎหมายดีหรือไม่ดีเพียงอย่างเดียว แต่ผู้ใช้กฎหมายก็ต้องใช้กฎหมายในทางที่ถูกต้องเหมาะสมด้วย จะขาดปัจจัยอย่างหนึ่งอย่างใดไปไม่ได้ จริงๆแล้วกฎหมายนั้นไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ ถ้าคนในสังคมอยู่กันอย่างเป็นระเบียบและสงบสุข แต่สังคมแบบนั้นเป็นเพียงสังคมที่อยู่ในอุดมคติเท่านั้น ในความเป็นจริงแล้วตรงกันข้ามกันอย่างมาก ดังนั้นกฎหมายจึงยังมีความจำเป็นตราบเท่าที่ยังมีสังคมอยู่


          สิ่งที่สังคมเราต้องช่วยกันดำเนินการในตอนนี้เป็นอันดับแรก ไม่ใช่การแก้ไขกฎหมายเพื่อให้สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาได้ทุกเรื่อง เพราะปัญหาจะเกิดขึ้นมาใหม่เรื่อยๆตามสภาพสังคมและกาลเวลา แต่เราต้องพัฒนาตัวบุคคลในสังคม พัฒนาตัวผู้ใช้กฎหมาย ให้มีความรู้และมีศีลธรรมควบคู่กันไป กฎหมายนั้นออกโดยคนในสังคมและผู้ใช้ก็คือคนในสังคม ดังนั้นถ้าคนในสังคมมีคุณภาพแล้ว กฎหมายและการใช้บังคับก็จะดีตามไปด้วยนั่นเอง และนี่คือการแก้ไขปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นที่ต้นเหตุโดยแท้จริง


ความรู้เพิ่มเติมที่น่าสนใจ


          1.กฎหมายจะใช้บังคับได้ ต่อเมื่อมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ซึ่งเมื่อมีการประกาศแล้วจะถือว่าประชาชนทุกคนทราบแล้วว่ากฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับ เนื่องจากราชกิจจานุเบกษาเป็นหนังสือที่จัดพิมพ์ขึ้นเผยแพร่ทุกสัปดาห์เพื่อประกาศกฎหมาย คำสั่ง ระเบียบข้อบังคับ และข้อเท็จจริงที่สำคัญให้แก่ประชาชนได้รับทราบ  ประชาชนจะอ้างว่าไม่รู้ไม่ได้


          2.การตีความกฎหมาย คือการค้นหาความหมายของถ้อยคำในกฎหมายที่ไม่ชัดเจนหรือกำกวม โดยอาจวิเคราะห์ตามตัวอักษรอาศัยพจนานุกรมในการค้นหาความหมาย วิเคราะห์ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ฯลฯ ในกรณีที่เป็นการตีความกฎหมายที่เป็นโทษ เช่น กฎหมายอาญา ต้องตีความโดยเคร่งครัดตามตัวอักษร คือกฎหมายบัญญัติไว้ว่าอย่างไรก็ต้องเป็นอย่างนั้น จะไปตีความเป็นอย่างอื่นเพื่อเอาผิดแก่บุคคลใดๆไม่ได้ แต่ถ้าเป็นกฎหมายที่มีลักษณะเป็นกฎหมายให้สิทธิ ก็ควรที่จะตีความในทางที่เป็นประโยชน์หรือเป็นคุณให้มากที่สุด เช่น มาตรา 1627 ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กำหนดว่า บุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วให้ถือเป็นผู้สืบสันดาน มีสิทธิรับมรดกได้ การรับรองบุตรนั้นโดยทั่วไปจะหมายถึงการจดทะเบียนรับรองบุตรให้เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของบิดา ซึ่งถือเป็นการรับรองโดยนิตินัย แต่มาตรานี้มีลักษณะเป็นกฎหมายให้สิทธิแก่บุตรนอกกฎหมาย จึงต้องตีความให้เป็นคุณ ดังนั้นบุตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งบิดายอมรับว่าเป็นบุตร แม้จะไม่ได้มีการจดทะเบียนรับรองบุตรก็ตาม(ยังไม่เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของบิดา) ก็ถือว่ามีสิทธิรับมรดกของบิดาได้เช่นกัน เป็นต้น
          3.สภานิติบัญญัติหลายๆคนอาจจะไม่คุ้นหูกันเท่าใดนัก แต่ถ้าเรียกว่ารัฐสภาคงจะเป็นที่รู้จักดีกว่า ซึ่งสภานิติบัญญัติประกอบด้วย สภาผู้แทนราษฎร และ วุฒิสภา หน้าที่หลักๆก็คือทำการออกกฎหมายอีกทั้งยังมีหน้าที่อื่นๆที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญอีกด้วย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) มีวาระ 4 ปี ส่วนสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) มีวาระ 6 ปีและจะเป็นติดต่อกันสองสมัยไม่ได้ ซึ่งจะแตกต่างจาก ส.ส.


          4.ในการเลือกตั้งใหญ่หรือที่เรียกว่าการเลือกตั้งทั่วไปนั้น พรรคที่ได้ที่นั่ง ส.ส. มากที่สุดก็จะมีสิทธิได้เป็นรัฐบาล ซึ่งโดยทั่วไปหัวหน้าพรรคดังกล่าวนั้นก็จะเข้าดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีก็จะเลือกบุคคลที่มีความสามารถเข้ามาเป็นรัฐมนตรีโดยจะเลือกจาก ส.ส.หรือบุคลใดก็ได้ เราเรียกนายกและรัฐมนตรีต่างๆรวมกันว่าคณะรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีเหล่านี้ก็จะพ้นจากการเป็น ส.ส. หรือก็คือพ้นจากการเป็นฝ่ายนิติบัญญํติไปเป็นฝ่ายบริหารนั่นเอง


          5.การเลือกตั้งที่สำคัญอีกครั้งหนึ่งก็คือ การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาหรือ ส.ว. นั่นเอง เนื่องจากวุฒิสภาก็ถือเป็นสภานิติบัญญัติเช่นกัน มีหน้าที่ตรวจสอบและให้ความเห็นชอบกฎหมายที่จะประกาศใช้ ดโดย ส.ว. จะต้องมีความเป็นกลาง ไม่เข้าฝักใฝ่ฝ่ายใด ดังนั้นผู้ที่จะสมัครเป็นเข้ารับเลือกตั้งเป็น ส.ว. จะต้องไม่สังกัดพรรคการเมืองใด  เดิมที ส.ว. จะมาจากการแต่งตั้ง แต่เนื่องจากการแต่งตั้งนั้นทำให้เกิดปัญหาเล่นพรรคเล่นพวกกันมาก จึงเปลี่ยนมาเป็นแบบเลือกตั้งในปัจจุบัน วุฒิสภากับสภาผู้แทนราษฎรจะแยกจากกันต่างหาก ดังนั้นแม้จะมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรโดยรัฐบาล สมาชิกวุฒิสภาก็จะไม่พ้นจากสถานภาพไปด้วย


          6.ในส่วนของกฎหมายที่ออกโดยสภานิติบัญญัตินั้น เช่น พระราชบัญญัตินั้น ถ้าพรรคที่ชนะการเลือกตั้งแล้วเข้ามาเป็นรัฐบาลมีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติมากเกินไปในสภา การออกกฎหมายเพื่อสนับสนุนนโยบายของฝ่ายบริหาร ก็ทำได้ง่าย ซึ่งถ้ารัฐบาลนั้นมีความหวังดีมีความตั้งใจที่จะพัฒนาประเทศชาติจริงๆ ก็ถือเป็นเรื่องดีไป แต่ถ้าหวังแต่เพียงเข้ามากอบโกยประโยชน์เพียงอย่างเดียว ก็อาจเสนอกฎหมายที่เอื้อประโยชน์แก่พรรคพวกของตน แล้วอาศัยเสียงที่มีมากในสภาผู้แทนราษฎรดันให้กฎหมายนั้นผ่านออกใช้บังคับ ก็อาจจะมีผลเสียต่อประเทศอย่างร้ายแรงได้ นอกจากเรื่องการผลักดันกฎหมายแล้วก็อาจมีเรื่องอื่นๆอีก เช่น การเปิดอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญกำหนดว่า ต้องมี ส.ส. ไม่น้อยกว่า 2 ใน 5 ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ดังนั้น ถ้า ส.ส. เป็นคนของรัฐบาลมากเกินไป การเข้าชื่อเสนอญัตติก็ทำได้ยาก  เช่นเดียวกับเหตุการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ คือ พรรคฝ่ายค้านมีจำนวน ส.ส. ไม่ถึง 2 ใน 5 เนื่องจากส่วนมากจะเป็น ส.ส. ของฝ่ายรัฐบาล ทำให้ไม่สามารถอิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีได้ ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า “เผด็จการรัฐสภา”


          7.ตามทฤษฎีแล้วฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติจะต้องมีการคานอำนาจกัน คือฝ่ายบริหารจะต้องถูกตรวจสอบจากฝ่ายนิติบัญญัติได้ เช่น การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจต่างๆ ส่วนฝ่ายบริหารก็มีอำนาจยุบสภาได้ ซึ่งจะทำให้สถานภาพของ ส.ส. ในสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง แต่ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้นแล้ว ส.ส. กับรัฐบาล อาจเอื้อประโยชน์ให้แก่กันได้(ลองศึกษาจากความรู้เพิ่มเติมในข้อ 6) ดังนั้นเราจึงต้องเลือกคนดีมีความรู้เข้ามาสู่สภาผู้แทนราษฎรเพื่อจะได้มีความเป็นกลางและปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติอย่างเต็มที่ แม้จะเป็นไปได้ยากก็ตาม







วันเสาร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2555


กรณีที่ไม่จำเป็นต้องนำพยานหลักฐานมาพสูจน์






ตาม ป.วิ.พ มาตรา 84(1)(2)(3)


การวินิจฉัยปญหาข้อเท็จจริงัในคดีใดจะต้องกระทำโดยอาศัยพยานหลักฐานในสำนวนคดีนั้น เว้นแต่
          (1)ข้อเท็จจริงซึ่งรู้กันอยู่ทั่วไป
          (๒ ) ข้อเท็จจริงซึ่งไม่อาจโต้แย้งได้ หรือ
          (3)  ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับหรือถือว่ารับกันแล้วในศาล

ข้อเท็จจริงซึ่งรู้กันอยู่ทัวไป (ป.วิ.พ. มาตรา 84(1)
ความหมายของข้อเท็จจริงซึงรู้กันอยู่ทัวไปไม่มีเขียนไว้ในกฎหมายแต่มีความเห็นในทางวิชาการสรุปตรงกันได้ว่า คือ ข้อเท็จจริงทีมีลักษณะ่ ดังต่อไปนี้
          1. ข้อเท็จจริงทีคนในสังคมทัวไปรู้กันอย่างถูกต้อง
          2. ข้อเท็จจริงทีแม้ว่าคนทัวไปไม่รู้แต่สามารถตรวจสอบข้อมูลต่างๆ แล้วจะได้ข้อมูลทีถูกต้อง
เช่น- การคำนวณวันเวลาทางปฏิทิน หรือ - วันเวลาทางจันทรคติ หรือ - การคำนวณตามมาตราส่วนวัดในระบบต่างๆ



            ข้อสังเกตุ
            ศาลไทยตีความหมายของข้อเท็จจริงซึ่งรู้กันอยู่ทั่วไปในลักษณะจำกัด ดังตัวอย่างฎีกาที่จะศึกษาต่อไปนี้ ซึ่งมีผลทำให้ คู่ความไม่แน่ใจข้อเท็จจริงใดที่ศาลจะถือว่าเป็นข้อเท็จจริงซึ่งรู้กันอยู่ทั่วไป 


􀂾 คู่ความจึงต้องนำสืบพยานหลักฐานไว้ก่อนเป็นการกันเหนียว
            ก. ตัวอย่างข้อเท็จจริงซึ่งรู้กันอยู่ทั่วไปศาลเป็นผู้รู้และเข้าใจภาษาไทยดีอยู่แล้ว คู่ความไม่มีหน้าที่นำสืบอธิบายความหมายหรือแปลความหมายของภาษาไทย
แต่มีข้อยกเว้นอยู่ในกรณีที่เป็นภาษาท้องถิ่นหรือภาษาตลาดที่เข้าใจความหมายกันเฉพาะกลุ่ม เฉพาะพวก

           (2) เหตุการณ์ทางภูมิศาสตร์ หรือ วิทยาศาสตร์ซึ่งทราบกันทั่วไป
           (3) เหตุการณ์บ้านเมืองเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ในบ้านเมืองและสังคมซึงรู้กันอยู่่ทัวไป เช่น

ระบอบการปกครองประเทศ ฎ.3230/2532 ข้อเท็จจริงทีว่า่ วันใดเป็นวันหยุดราชการหรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงซึงรู้กันอยู่ทัวไป่่ และศาลรู้ได้เองโดยคู่ความไม่ต้องนำสืบ (ฎ.8874/2543 วินิจฉัยทำนองเดียวกัน)
(หมายเหตุ คณะรัฐมนตรีเป็นผู้กำหนดวันหยุดราชการของไทย) แต่ศาลไม่ยอมรับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานะของบุคคล   (ดู ฎีกาในตัวอย่างข้อ ข.)


           (4) จารีตประเพณีท้องถิ่นหมายถึง จารีตประเพณีทีปฏิบัติในท้องถิ่นนั้นๆ่่ จนเป็นทีรู้กันอยู่ทัวไปเช่น เมือพูดถึงขลุ่ย ย่อมหมายถึงเครืองดนตรี่พื้นบ้านชนิดหนึง หรือลิเก หมายถึง การแสดงละเล่น เป็นต้น เช่น วัน เดือน ปี ข้างขึ้น ข้างแรม ฤดูกาล ถนนหนทาง สถานทีตั้งทางภูมิศาสตร์ของทีสำคัญๆ


ฎ.755/2491 ตามปกติดวงจันทร์จะเริมขึ้นจากพิภพ่ในวันเวลาใด เป็นหน้าทีของศาลจะต้องรู้เพราะเป็นสิงที่่่เป็นไปตามวิสัยธรรมของโลกทีรู้กันอยู่ทัวไป


ฎ.6918/2540 วินิจฉัยทำนองเดียวกัน


ฎ.436/2509 เรือยนต์หางยาวของกลางคดีนี้เป็นเรือที่รู้จักกันอยู่ทั่วไปว่าเป็นเรือเล็กๆ ไม่ใหญ่โตชนิดหนึงใช้วิง่่รับส่งในแม่นํ้าลำคลอง โดยข้อเท็จจริงไม่มีทางจะฟังว่าเป็นเรือมีระวางบรรทุกเกิน 250 ตันได้เลย ฉะนั้น แม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องว่า มีระวางบรรทุกเท่าใด ศาลย่อมรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่าเรือยนต์หางยาวพร้อมด้วยเครืองของกลาง่คดีนี้ มีระวางบรรทุกไม่เกิน 250 ตัน


            ป.วิ.พ. มาตรา 84(1) นำไปใช้ในคดีอาญาด้วย  (โดย ป.วิ.อ. มาตรา 15)

ฎ.4636/2543 การกระทำผิดใดจะเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมส่วนรวมหรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงทีรู้กัน ่
อยู่ทั่วไปโดยโจทก์ไม่ต้องนำสืบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84(1) ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15 และสภาพความผิดดังกล่าวศาลอาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยประกอบการพิจารณาลงโทษจำเลยได

            ข. ตัวอย่างที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงซึ่งรู้กันอยู่ทั่วไป ฎ.254/2488 สถานีรถไฟจะมีทีใดบ้างและจะจอดหรือไม่ ศาลรับรู้เองไม่ได้(2) ระเบียบ ประกาศ คำสังของทางราชการ่􀀲 ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลรู้เอง
บทบัญญัติว่าด้วยข้อเท็จจริงซึงรู้กันอยู่ทัวไปนี้่่ ศาลฎีกาวางหลักในลักษณะทีจำกัดมาโดยเฉพาะกรณีที่มีประกาศ ระเบียบ หรือคำสั่งของทางราชการ ซึ่งแม้จะออกโดยผลของกฎหมายและได้มีการประกาศในราชกิจจาฯ แล้วก็ตาม ศาลฎีกาถือว่าประกาศ ระเบียบ หรือคำสั่งนั้นไม่ใช่ข้อกฎหมายและศาลก็ไม่ยอมรับว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวที่ได้ประกาศในราชกิจจาฯ แล้วเป็นข้อเท็จจริงอันรู้แก่บุคคลทั่วไป
แต่ถ้ามีฐานะเป็นกฎหมาย เช่น􀀾พระราชกฤษฎีกา 􀀾กฎกระทรวง หรือ􀀾กฎหมายขององค์กรส่วนท้องถิ่น
เช่น เทศบัญญัติศาลต้องรู้เอง เพราะเป็นข้อกฎหมาย เช่น


ฎ.1434/2545 โจทก์เป็นนิติบุคคล ตาม พ.ร.บ. ธนาคารอาคารสงเคราะห์ จึงได้รับยกเว้นไม่ต้องปิดอากรแสตมป์ในเอกสารตามทีกฎหมายบังคับให้ปิด่ ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร และเป็นสิงทีศาลรู้เองโจทก์ไม่ต้องนำสืบ


ฎ.214/2498 ตามความใน พ.ร.บ.จัดวางระเบียบราชการกรมตำรวจในกระทรวงมหาดไทย พ.ศ.2491 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้กำหนด ตั้งหน่วยงานและเขตอำนาจการรับผิดชอบหรือเขตพื้นทีปกครองของหน่วยราชการโดยประกาศ่ในราชกิจจาฯ ข้อกำหนดหรือข้อบังคับนั้นๆ เป็นข้อเท็จจริงไม่ใช่ข้อกฎหมาย


ฎ.295/2516 กฎมหาเถรสมาคม ออกตามความ พ.ร.บ. คณะสงฆ์ ไม่ใช่ข้อกฎหมายแต่เป็นข้อเท็จจริงทีคู่ความจะต้องนำสืบ


ฎ.1072/2518 การจ่ายเงินบำเหน็จตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด ตาม พ.ร.บ.การประมง โจทก์จะต้องนำสืบระเบียบดังกล่าว


ฎ.650/2532 ประกาศกระทรวงการคลังเรืองอัตราดอกเบี้ยทีสถาบันการเงินคิดได้่่ ไม่ใช่ ข้อกฎหมายแต่เป็นข้อเท็จจริงทีต้องนำสืบ (ฎ.567/2536 และ ฎ 7302/2538 วินิจฉัยทำนองเดียวกัน)


ฎ.2043/2540 ประกาศของกระทรวงการคลังเรื่องอัตราดอกเบี้ยสูงสุดเป็นข้อเท็จจริง ทีโจทก์จะต้องนำสืบ การทีโจทก์ไม่ระบุอ้างประกาศดังกล่าวในบัญชี่ระบุพยานจึงเป็นการไม่ปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 88 จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 86 วรรคแรก
แต่ ฎ.4072/2545 จำเลยยอมรับข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นสถาบันการเงิน ดังนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจเงินทุน ฯ ข้อกฎหมายดังกล่าวศาลรู้ได้เองโดยโจทก์ไม่ต้องสืบพยานประกอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84
ข้อสังเกตนักกฎหมายส่วนใหญ่ยังเห็นว่า ฎ.4072/2545 ไม่ได้กลับหลักเดิม เพราะข้อเท็จจริงตาม ฎ.4072/2545 น่าจะเป็นเรื่องที่คู่ความอีกฝ่าย ได้ยอมรับการมีอยู่ของประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยฉบับดังกล่าวแล้ว ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการมีอยู่ของประกาศจึงยุติ


            (3) ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานะของบุคคล
สถานะการดำรงตำแหนงของบุคคล่ เช่น
- การเป็นรัฐมนตรี หรือ
- การเป็นเจ้าพนักงานในตำแหนงตางๆ่่แม้ว่าจะประกาศในราชกิจจาิ่นุเบกษา
แต่ก็ไม่่ถือว่าเป็นข้อเท็จจริงซึ่งรู้กันอยู่ทั่วไป



ฎ.917/2498 ข้อเท็จจรงที่วาใครดำรงตำแหนงิ่่อธบดีกรมอัยการในขณะเกิดเหตุิิ ไมใชข้อเท็จจริงซึ่่งรู้กันอยู่ทั่วไป


ฎ.4822/2533 จำเลยทั้งสองได้ปฏิเสธไว้โดยชัดแจ้งในคำให้การแล้วว่า ว.ไม่ใช่อธิบดีโจทก์ในขณะ่ิ่ฟ้องคดี และไม่ใช่ผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ิ่ ข้อเท็จจริงดังกลาวจึงเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์จะต้องนำสืบ ไม่ใช่ข้อเท็จจริง ที่รู้กันอยู่โดยทั่วไป


ฎ.2548/2534 ข้อเท็จจริงที่ว่าิ่ อ. ยังคงดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ขณะที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์ิกล่าวอ้างและไม่ใช่ข้อเท็จจริงซึ่งรู้กันอยูทั่วไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84(1) เมื่อโจทก์ไม่นำสืบ โจทก์จึงไมมีอำนาจฟ้อง


ฎ.3597/2541 คำสั่งกรมตำรวจเรืองมอบอำนาจให้่หัวหน้าตำรวจภูธรจังหวัดและหัวหน้าส่วนราชการอื่นๆ่ ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมตำรวจ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลรู้เองได ้
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84 เมือโจทก์มิได้นำสืบว่าตำแหน่งรองผู้บังคับการหัวหน้าตำรวจภูธรจังหวัดเป็นตำแหน่งเดียวกันกับตำแหน่งหัวหน้าตำรวจภูธรจังหวัดตามคำสังของกรมตำรวจ จึงฟังไม่ได้ว่าพันตำรวจเอก ว. ดำรงตำแหน่งหัวหน้าตำรวจภูธรจังหวัดหรือตำแหน่งเทียบเท่าตามคำสัง โจทก์จึงไม่อาจอ้างคำสังมาฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ได้่



           18.2 ข้อเท็จจริงซึ่งไม่อาจโต้แย้งได้ (ป.วิ.พ. มาตรา 84(2) ข้อเท็จจริงซึ่งไมอาจโต้แย้งได้นั้น ถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติิ คู่ความจะนำสืบโต้แย้งเป็นอย่างอื่นไมได้่่่
                 18.2.1 มีบทสันนิษฐานข้อเท็จจริงนั้นเด็ดขาด ข้อเท็จจริงซึ่งไม่อาจโต้แย้งได้เมื่อมีกฎหมายบัญญัติิสันนิษฐานข้อเท็จจริงใดไว้เป็นเด็ดขาดแล้ว คู่ความรวมถึงศาลด้วยก็ไม่่อาจโต้แย้งเป็นอยางอื่นได้่ จำจะต้องถือข้อเท็จจริงยุติตามที่กฎหมายสันนิษฐานไว้เป็นการเด็ดขาดนั้นคู่ความจะนำพยานมาสืบให้ผิดเพี้ยนไปจากที่ิ่กฎหมายสันนิษฐานเด็ดขาดไว้ไม่ได้  ศาลจะวินิจฉัยเป็นอยางอื่นก็ไมได้  ศาลต้องไม่ให้สืบพยานหลักฐาน ถ้าสืบกันมาก็ต้องห้ามไมให้ใช้พยานหลักฐานนั้น ต้องวินิจฉัยไปตามที่กฎหมายบัญญัตไว้เป็นเด็ดขาด ตัวอย่างเช่น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 4 วรรคสอง
                “การกระทำความผิดในเรือไทยหรืออากาศยานไทย ไม่ว่าจะ อยู่ ณ ที่ใด ใหถื้อว่ากระทำความผิดในราชอาณาจักร” หรือ 

                 มาตรา 60  “ผู้ใดเจตนาที่จะกระทำต่อบุคคลหนึ่ง แต่ผลของการกระทำเกิดแก่อีกบุคคลหนึ่งโดยพลาดไป ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำโดยเจตนาแก่บุคคลซึ่งได้รับผลร้ายจากการกระทำนั้น”
(และดู พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 15,16 ซึ่งมีบทสันนิษฐานเด็ดขาดเรื่องการมีไว้ครอบครองซึ่งยาเสพติดเพื่อจำหน่าย)

ป.พ.พ. มาตรา 1546 “ เด็กเกิดจากหญิงที่มิได้สมรสกับชายให้ถือวา่เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้น"
          18.2.2 การห้ามสืบพยานหลักฐานเนื่องจากมีกฎหมายปิดปากบางทฤษฎีถือว่าข้อเท็จจริงซึ่งไม่อาจโต้แย้งได้เป็นคนละเรื่องกับการห้ามสืบพยานหลักฐานเนื่องจากมีกฎหมายปิดปากทฤษฎีดังกล่าวถือว่า่่“กรณีที่คู่ความหมดสิทธที่จะนำเสนอพยานหลักฐานน่าจะไมใช่เป็นเรื่องของการหมดสิทธนำ่่ิิ่สืบพยานหลักฐาน แต่น่าจะถือว่าเป็นกรณีที่คดีไม่มี่่่่ประเด็นที่คู่ความจะต้องนำสืบอันเป็นเรื่องของการกำหนดประเด็นหน้าที่นำสืบและภาระการพสูจน์มากกว่านอกจากนั้นยังไปเกี่ยวกับผลของคำพิพากษาว่าิ่ผูกพันคู่ความและบุคคลภายนอกเพียงใด? หรือกรณีที่ได้มีคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว ข้อเท็จจริงดังกล่าวซึ่งศาลพิจารณายุติแล้วจะมีผลเพียงใด? และรวมถึงกรณีที่ผลของคำพิพากษาในศาลหนึ่งจะผูกพันให้ศาลอื่นต้องถือตามเพียงใด?เช่น คำพิพากษาในคดีอาญาจะผลผูกพันในคดีิแพ่งเพียงใด เป็นต้น กรณีที่กฎหมายปิดปากจึงเป็นเรื่องที่มิให้คู่ความยกขึ้นเป็นประเด็นโต้เถียงขึ้นมาอีก ส่วนใหญ่แล้วจะศึกษากันโดยละเอียดในกฎหมายวิธีิ่พิจารณาความมากกว่าในกฎหมายลักษณะพยานส่วนอีกทฤษฎีหนึ่ง ถือว่า่กฎหมายปิดปากเป็นสวนหนึ่งของ “ข้อเท็จจริงซึ่งไมอาจโต้แย้งได้”
ตัวอย่างกฎหมายปิดปาก“คดีใดที่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว ห้ามมิให้คู่ความรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน เว้นแต่…”


         (1) กรณีฟ้องซํ้าในคดีแพ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148
         (2) ผลของคำพิพากษาในคดีแพ่งผูกพันบุคคลภายนอก ปกติแล้วคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีแพ่งไม่มีิิ่่ผลผูกพันบุคคลภายนอก แตบางกรณีอาจมีข้อยกเว้น่ เช่น
         - คำพิพากษาที่วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิแห่งทรัพย์สินใดๆ
         - คำพิพากษาเกี่ยวกับฐานะหรือความสามารถของบุคคล หรือ (ป.วิ.พ. มาตรา 145)

        (3) คำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง หรือฟ้องซํ้าในคดีอาญา (ป.วิ.อ.มาตรา 39(4)
มาตรา 39(4)“สิทธินำคดีอาญามาฟ้องยอมระงับเมื่อคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง”
        (4) ข้อเท็จจริงคดีอาญาผูกพันคดีแพงิ่ ป.วิ.อ.มาตรา มาตรา 46“ในการพจารณาคดีิสวนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำ่ิ่พิพากษาคดีส่วนอาญาิ่”


ฎ.2853/2550 การทีจำเลยที่่ 1 ยอมให้พนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับและชำระค่าปรับแล้ว มีผลเพียงทำให้คดีอาญาดังกล่าวเลิกกันตาม ป.วิ.อ. มาตรา 37 เท่านั้น การเปรียบเทียบปรับของพนักงานสอบสวนดังกล่าวไม่ใช่คำพิพากษาคดีส่วนอาญา กรณีจึงไม่ต้องด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 46 ที่คดีในส่วนแพ่งจะต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค่ 8 ถือเอาข้อเท็จจริงในคดีอาญาที่จำเลยที่ 1 ยอมรับต่อพนักงานสอบสวนว่าจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์โดยประมาทมาชี้ขาดตัดสินนี้เป็นการไม่ชอบ
ข้อสังเกตกรณีที่กฎหมายปิดปากทั้ง 4 เรื่องดังกลาวมีการศึกษาโดยละเอียดตามหลักสูตรกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และกฎหมายวิธีพิจารณาิิความอาญาแล้ว จึงไม่ขออธิบายซํ้าอีก

บทกฎหมายลายลักษณ์อักษร

บทกฎหมายลายลักษณ์อักษร
             
                     เป็นบทกฎหมายที่บัญญัติขึ้นโดยรัฐสภา และบทกฎหมายลายลักษณ์อักษรมีฐานะเป็นบ่อเกิดกฎหมายลำดับรองทั้งนี้ด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์ในปัจจุบันเนื่องจากการขยายตัวของสังคมที่มีความซับซ้อนมากขึ้นนับตั้งแต่ประเทศอังกฤษได้เริ่มเข้าสู่ระบบประชาธิปไตยโดยกำเนินแนวทางรัฐสวัสดิการ และนำประเทศเข้าสูระบบประชาคมเศรษฐกิจยุโรป บทกฎหมายลายลักษณ์อักษรจึงได้ทวีความสำคัญและเริ่มมีการยอมรับว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายเป็นบ่อเกิดของกฎหมายเทียบเท่าหลักกฎหมายในคำพิพากษามากขึ้นทุกที โดยรัฐสภาได้มีบทบาทในการตรากฎหมายลายลักษณ์อักษรมาใช้มากยิ่งขึ้น ซึ่งศาลคอมมอนลอว์ต้องยอมรับบังคับใช้กฎหมายลายลักษณ์อักษรนั้น โดยถือว่าบทกฎหมายลายลักษณ์อักษรเป็นข้อยกเว้นของหลักคอมมอนลอว์และหากว่าบทกฎหมายลายลักษณ์อักษรนั้นขัดแย้งกับแนวคำพิพากษาเช่นนี้ถือว่าแนวคำพิพากษานั้นถูกยกเลิกไป การใช้บทกฎหมายลายลักษณ์อักษรนี้ในกรณีบทกฎหมายนั้นชัดเจนผู้พิพากษาจะปรับใช้กฎหมายตามตัวอักษรแต่ถ้าเป็นที่สงสัยศาลจะตีความให้มีความหมายอย่างแคบเพื่อที่จะไม่ให้บทกฎหมายลายลักษณ์อักษรนั้นเข้าตัดทอนของเขตของหลักคอมมอนลอว์ ทั้งนี้เพื่อจะรักศาไว้ซึ่งอำนาจศาลให้มาที่สุด อย่างไรก็ตามในทัศนของผู้พิพากษาคอมมอนลอว์มักถือว่าบทกฎหมายลายลักษณ์อักษรมีฐานะต่ำกว่าหลักกฎหมายจากคำพิพากษาและจะไม่ยอมรับเข้าสู้ระบบกฎหมายอย่างจริงจังจนกว่าจะมีรำพิพากษาของศาลใดศาลหนึ่งในบทกฎหมายลายลักษณ์อักษรนั้นไปใช้บังคับเสียก่อน และเมื่อเกิดข้อพิพากษาทำนองเดียวกัน ศาลที่พิจารณาคดีมักจะนิยมอ้างคำพิพากษามากกว่าอ้างกฎหมาย




เขียนโดย Ferrari ที่ 21:49 

หลักกฎหมายจากคำพิพากษา

หลักกฎหมายจากคำพิพากษา

               บ่อเกิดของกฎหมายท่ำคัญที่สุดในระบบคอมมอนลอว์ คือ หลักกฎหมายจากคำพิพากษาของศาล โดยสืบทอดมาจากระบบศาลหลวงที่ถือว่าเหตุผลได้รับการพิเคราะห์ข้อเท็จจริงเป็นกฎหมายที่ดีที่สุดสำหรับตัดสินข้อพิพาท เพราะเหตุผล (Reason) มีค่าเป็นกฎหมายอยู่แล้ว ศาลเป็นเพียงผู้ค้นพบและประกาศใช้ และการที่ศาลระบบคอมมอนลอว์ยอมผูกพันตามแนวคำพิพากษาเป็นบรรทัดฐานก็เป็นไปตามหลักที่ว่า ข้อเท็จจริงอย่างเดียวกัน ย่อมต้องได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกัน แต่การที่ศาลระบบคอมมอนลอว์จะยอมผูกพันยืดถือตามแนวคำพิพากษาเดิม(The Doctrine precedent)นั้นย่อมขึ้นอยู่กับเงื่อนไข 2 ประการ คือ
              (1) ส่วนที่เป็นเหตุผลที่จำเป็นในการวินิจฉัยคดีนั้น (The ratio decidendi)
              (2)คำพิพากษาน้นต้องเป็นคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา (House of Lords)
ดังนี้จะเห็นได้ว่าการพัฒนาหลักกฎหมายต่างๆ ในระบบคอมมอนลอว์นั้นจะถูกรุงแต่งโดยศาลหรือผู้พิพากษา ทำให้กฎหมายมีรายละเอียดมากในทางฎิบัติและผูกติดอยู่กับกฎหมายวิธีพิจารณาความ จนกระทั้งนักกฎหมายมีรายละเอียดมากในทางปฎิบัติและผูกติดอยู่กับกฎหมายวิธีพิจารณาความ จนกระทั้งนักกฎหมายไม่เห็นประโยชน์ของการศึกษาเชิงทฤษฎี บทบาทของมหาวิทยาลัยกฎหมายและนักวิชาการอยู่ในวงแคบ ทำให้การพัฒนากฎหมายอยู่ในมือของนักปฎิบัติ คือ ศาลและเนติบัณฑิต ซึ่งรับการศึกษาจากโรงเรียนกฎหมาย ระบบกฎหมายคาอมมอนลอว์จึงได้รับการพัฒนาแบบเป็นไปเองภายใต้หลัก “เหตุผลในคำพิพากษา(The ratio decidendi)” เป็นผลให้โครงสร้างของกฎหมายขาดลักษณะที่เป็นระเบียบสอดคล้องกันไม่เป็นตรรกและเข้าใจยากว่าในระบบกฎหมายซีวิลลอว์ ซึ่งได้รับการพัฒนาจากนักวิชาการทางนิติศาสตร์และมีลักษณะเป็นระบบมากกว่า ผู้พิพากษาหรือศาลในระบบคอมมอนลอว์นี้มีบทบาทสำคัญมากจนกระทั่งเราเรียกระบบกฎหมายนี้ว่า ระบบกฎหมายที่ศาลกำหนดขึ้น (Judge made law) และอาจกล่าวได้ว่าคำพิพากษาของศาลคอมมอนลอว์นั้น นอกจากจะมีบทบาทในการปรับปรุงใช้กฎหมายแก่ข้อเท็จจริงแล้วยังมีบทบาทในการวางนิติวิธีทางกฎหมายด้วย ดังนั้นจะเห็นได้ว่าอำนาจของศาลในระบบคอมมอนลอว์มีมากกว่าในระบบซีวิลลอว์มาก หลักเกณฑ์ที่ศาลตั้งขึ้นจากการพิจรณาข้อเท็จจริงโดยคำพิพากษานี้จะต้องได้รับการถือตาม (Precedent) เพื่อให้ระบบกฎหมายคอมมอนลอว์มีหลักประกันความแน่นอนและไม่ตกอยู่ภายใต้อำเภอใจของผู้พิพากษา อย่างไรก็ตามการถือตามแนวคำพิพากษานี้มีปัญหาว่านานไปแนวคำพิพากษานั้นอาจจะไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง ดังนั้นจึงมีข้อยกเว้นการใช้หลัก (Precedent) นี้ในกรณีที่ข้อพิพากษาต่างกัน เรียกว่า “หลักพิเคราะห์แยกแยะความแตกต่าง”(The Technique of Distinctions) คือว่าถ้าข้อเท็จจริงในคดีเหมือนกันทุกประการก็ต้องถือตามแนวบรรทัดฐานเดิม(Precedent) แต่ถ้าวิเคราะห์ออกมาแล้วปรากฏว่าข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นต่างกัน ศาลก็ไม่ต้องถือตามแนวบรรทัดฐาน และหากหลักที่ศาลวางไว้มิได้เป็นข้อวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีโดยตรงแต่เป็นเพียงข้อสังเกตหรือข้ออ้างที่กล่าวไว้ (Obiter dictum) โดยศาลมิได้มุ่งให้มีผลผูกพันในอนาคต ข้อสังเกตเช่นนั้นก็ไม่มีอำนาจบังคับให้ถือตาม ด้วยหลักพิเคราะห์แยกแยะความแตกต่าง นี้ทำให้ศาลอังกฤษสามารถพัฒนาระบบกฎหมายที่ยึดหยุ่นและสามารถแก้ไขปัญหาใหม่ ๆที่เกิดขึ้นได้ โดยไม่ต้องกลับหลักกฎหมายที่มีมาแต่เดิม
แต่อย่างไรก็ตามแม้ว่าศาลจะต้องเจริญรอยตามรำพิพากษาก่อนๆ ซึ่งเป็นแบบอย่าง (Precedent) ก็ตาม แต่หากว่าในกรณีที่คดีก่อนศาลได้ตัดสินไม่ถูกต้องศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา (House of Lords) ในคดีปัจจุบันอาจพิพากษาว่าคดีก่อนได้พิพากษาผิดพลาดไปและพิพากษากลับหลักเกณฑ์ที่คำพิพากษาในคดีก่อนได้กำหนดไว้ก็ได้ กรณีเช่นนี้ถือเป็นการสร้างแบบอย่าง (Precedent) ขึ้นมาใหม่ ทั้งนี้เพื่อความยึดหยุ่นและเหมาะสมกับสถานการณ์ใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป

วิชาว่าความ นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

เปรียบเทียบนิติวิธีในระบบซีวิลลอว์และระบบคอมมอนลอว์ 


 
              จากการศึกษานิติวิธีในระบบซีวิลลอว์และระบบคอมมอนลอว์ดังกล่าวแล้วจะเห็นได้ว่านิติวิธีในระบบกฎหมายทั้งสองนั้นมีความเหมือนหรือแตกต่างกันดังต่อไปนี้
              2.4.1. บ่อเกิดของกฎหมายหรือที่มาของกฎหมายในระบบซีวิลลอว์และระบบคอมมอนลอว์ตั้งเดิมนั้นเหมือนกันกล่าวคือมีที่มาจากจารีตประเพณีเพียงแต่ทั้งสองระบบนั้นมีพัฒนาการทางกฎหมายที่แตกต่างกันเท่านั้นเหมือนกันกล่าวคือมีที่มาจากจารีตประเพณีเพียงแต่ทั้งสองระบบนั้นมีพัฒนาการทางกฎหมายที่แตกต่างกันเท่านั้น
              2.4.2. โดยที่กฎหมายในระบบซีวิลลอว์และระบบคมอมอนลอว์มีพัฒนาการทางกฎหมายที่แตกต่างกันจึงทำให้กฎหมายทั้งสองระบบนี้ให้ความสำคัญต่อบ่อเกิดของกฎหมายแตกต่างกันดังต่อไปนี้
1) ในระบบซีวิลลอว์นั้นจะให้ความสำคัญต่อบ่อเกิดของกฎหมายเป็นลำดับดังต่อไปนี้ (1) หลักกฎหมายจากคำพิพากษา (2) บทกฎหมายลายลักษณ์อักษร (3) จารีตประเพณี (4) ข้อคิดข้อเขียนของนักนิติศาสตร์ (5) เหตุผลและความยุติธรรม
              2.4.3. ด้วยสาเหตุที่ระบบซีวิลลอว์และระบบคอมมอนลอว์ให้ความสำคัญต่อบ่อเกิดของกฎหมายแตกต่างกันไปด้วยดังต่อไปนี้
              1)วิธีศึกษาค้นคว้ากฎหมายของทั้งสองระบบมีความแตกต่างกัน กล่าวคือ
(1) ในระบบกฎหมายซีวิลลอว์ การศึกษาจะเน้นให้ความสำคัญที่ “ตัวบท”ของประมวลกฎหมาย และให้ความสำคัญแก่คำอธิบายทางทฤษฎี (Doctrine) กฎหมายต่าง ๆ ที่นักกฎหมายได้กำหนดขึ้น การสอนกฎหมายจึงเน้นหนักไปในทางสอนให้เข้าใจความหมายในตัวบทและหลักทฤษฎีกฎหมายต่าง ๆ การสอนเช่นนี้เท่ากับชี้ให้เห็นว่าศาลหรือผู้ใช้กฎหมายอื่นหากจะค้นคว้าคำอธิบายตัวบทนั้น ๆ ต่อไปแล้วจึงค่อยไปดูคำพิพากษาที่เป็นตัวอย่างในการปรับใช้กฎหมายเป็นอันดับต่อไป
(2) ส่วนนะบบกฎหมายคอมมอนลอว์ การศึกษาจะเน้นให้เห็นว่าความสำคัญอั้นดับแรกอยู่ที่คำพิพากษาที่ศาลได้พิพากษาไปแล้วเป็นลำดับมาและแสดงให้เห็นบทบาทของพระมหากษัตริย์ในการพัฒนากฎหมายและทำให้กฎหมายมีข้อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน การที่ฝ่ายนิติบัญญัติออกกฎหมายลายลักษณ์อักษรมานั้นถือว่าเป็นการออกกฎหมายพิเศษ ซึ่งเป็นกฎมายที่มายกเว้นหลักคอมมอนลอว์ที่ถือเป็นกฎหมายทั่วไป การค้นคว้าก็จะเริ่มจากคำพิพากษาเป็นอันดับแรก เว้นแต่งเองที่ต้องการค้นคว้าได้มีกฎหมายลายลักษณ์อักษรบัญญัติไว้ แม้กระนั้นก็ตามหากมีคำพิพากษาที่ได้ใช้บทกฎหมายลายลักษณ์อักษรนั้นแล้วศาลหรือผู้ใช้กฎหมายอื่นก็จะดูคำพิพากษาเป็นหลักมากกว่าที่จะไปดูบทกฎหมายลายลักษณ์อักษร
             2) วิธีการใช้และวิธีการแก้ไขปัญหาต่างๆ ทางกฎหมายของนักกฎหมาย ตลอดจนวิธีพิพากษาอรรถคดีของศาลทั้งสองระบบมีแนวความคิดแตกต่างกัน กล่าวคือ
(1) ศาลในระบบซีวิลลอว์ เมื่อศาลพิจารณาจนได้ข้อเท็จจริงแล้วศาลก็จะนำตัวบทกฎหมายมาปรับใช้กับข้อเท็จจริงในคดี โดยการใช้กฎหมายหรือการตีความกฎหมาย ในกรณีไม่มีบทกฎหมายมาปรับใช้ได้โดยตรงศาลอาจจะมาพิจารณาว่าจารีตประเพณีที่จะนำมาปรับใช้ได้หรือไม่ หากไม่มีศาลก็จะมาพิจารณาว่ามีหลักกฎหมายทั่วไป (ถือว่าเป็นการอุดช่องว่างแห่งกฎหมายในระบบซีวิลลอว์ หรือข้อคิดข้อเขียนของนักตินิศาสตร์เขียนไว้พอที่จะนำมาปรับใช้ได้หรือไม่เป็นอันดับสุดท้าย แต่อย่างไรก็ตามนิติวิธีในทางกฎหมายแพ่งและในทางกฎหมายอาญาต้องพิจารณาแยกต่างหากจากกัน กล่าวคือ
ในทางกฎหมายแพ่งหรือกรอบทางแพ่งหากนิติวิธีมีกำหนดไว้ ก็ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่บัญญัติไว้นั้น เช่น ประมวลกฎหมายแล่งออสเตรีย มาตรา 7 บัญญัติว่า “ในกรณีที่ไม่มีกฎหมายใดๆ จะปรับใช้แก่กรณีได้นั้น ให้ศาลใช้ปกติประเพณีหรือหลักกฎหมายธรรมชาติ มาปรับใช้” ในทางกฎหมายอาญา หรือกรอบในทางอาญาระบบซีวิลลอว์ต้องยึดถือหลัก “nullum crimen nulla poena sine lege” เป็นหลักสำคัญ กล่าวคือ ศาลต้องใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายเท่านั้นมาตัดสินพิพากษาคดีเพื่อลงโทษหรือเพิ่มโทษ ศาลจะนำสิ่งที่ไม่ใช่บทบัญญัติแหงกฎหมายมาตัดสินพิพากษาคดีเพื่อลงโทษหรือเพิ่มโทษไม่ได้ แต่อาจจะใช้ในทางอื่นที่เป็นคุณได้ เช่น อาจใช้จารีตประเพณี หรือหลักกฎหมายทั่วไปในทางที่เป็นคุณ เป็นต้น
(2) ส่วนในระบบคอมมอนลอว์ เมื่อศาลพิจารณาจนได้ข้อเท็จจริงแล้ว ผู้พิพากษาก็จะไปค้นคว้าคำพิพากษาที่เคยพิพากษามาแล้วสำหรับข้อเท็จจริงอย่างเดียวกันแล้วนำมาใช้เทียบเคืองพิพากษาต่อไป และหากไม่เคยมีคำพิพากษาตัดสินคดีไว้ ศาลก็จะมาพิจารณาที่บทกฎหมายลายลักษณ์อักษรศาลก็จะมาพิจารณาว่ามีจารีตประเพณีที่จะปรับใช้กับข้อเท็จจริงนั้นได้หรือไม่ หากไม่มีจีตประเพณีที่จะนำมาปรับใช้ ศาลก็จะมาพิจารณาว่ามีข้อคิดข้อเขียนของนักนิติศาสตร์มาปรับใช้ได้หรือไม่ หากไม่มี สุดท้ายศาลอาจค้นหาหลักเกณฑ์หรือสร้างหลักเกณฑ์จากข้อเท็จจริงในคดีนั้นขึ้นใหม่แล้วพิพากษาไปตามเหตุผลที่ได้จากข้อเท็จจริงในคดีนั้น (ถือว่าเป็นการอุดช่องว่างแห่งกฎหมายในระบบคอมมอนลอว์) และโดยเหตุที่ศาลในระบบคอมมอนลอว์สามารถสร้างหลักเกณฑ์หรือวางหลักเกณฑ์ขากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นใหม่ได้ นิติวิธีในทางกฎหมายแพ่ง และในทางกฎหมายอาญา จึงไม่มีความแตกต่างกันเลย เว้นแต่ในทางกฎหมายแพ่ง หรือกฎหมายอาญาที่มีบทกฎหมายลายลัษณ์อักษรกำหนดนิติวิธีไว้โดยชัดเจนเท่านั้น
ในทางกฎหมายแพ่ง หรือกรอบในทางแพ่งศาลสามารถสร้างหลักเกณฑ์ขึ้นใหม่ได้ เช่นในคดี Wilinson v Downton (1879) 2 Q.B.57 ส่นในทางกฎหมายอาญา หรือกรอบในทางอาญา นั้นโดยที่ความรับผิดทางอาญาในประเทศอังกฤษสามารถแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะคือ ก. ความผิดตามกฎหมายที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร (Common law offence) ข. ความผิดตามกฎหมายลักษณ์อักษร (Statutory law offence) ซึ่งความรับผิดทั้งประเภทนี้มีนิติวิธีที่แตกต่างกัน กล่าวคือ
ก. ความผิดตามกฎหมายที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร (Common law offence) ความผิดประเภทนี้เกิดจากการที่ศาลคอมมอนลอว์กำหนดความความผิดทางอาญาฐานใหม่ขึ้นมาโดยวิธีการวางหลักเกณฑ์หรือวางหลักกฎหมายใหม่ๆ ขึ้นมาโดยวิธีการวางหลักเกณฑ์หรือวางหลักกฎหมายใหม่ ๆ ขึ้น โดยศาลถือหลักว่าการกระทำใดที่เป็นฝ่าฝืนและเป็นปฏิปักษ์ต่อศีลธรรมอันดีของประชาชนการกระทำนั้นย่อมอยู่ในข่ายที่จะเป็นความผิดอาญาได้ทั้งสิ้น การวางหลักเกณฑ์หรือวางหลักกฎหมายใหม่ ๆ ขึ้นในคำพิพากษานี้ต่อมากลายเป็นหลักกฎหมายตามคำพิพากษาที่เป็นบรรทัดฐาน (Precedent) ส่วนการกำหนดระวางโทษก็เป็นอำนาจในการใช้ดุลพินิจของศาลในการกำหนดระวางโทษสำหรับความผิดอาญาฐานใหม่ที่ศาลได้กำหนดขึ้นนั้น สาเหตุที่ศาลคอมมอนลอว์สามารถกำหนดความผิดอาญาฐานใหม่ขึ้มาได้และสามารถกำหนดระวางโทษสำหรับความปิดอาญาฐานใหม่ได้นั้นเป็นเพราะในระบบคอมมอนลอว์มิได้ยึดถือหลัก “nullum crimen nulla poena sine lege” เหมือนอย่างระบบซีวิลลอว์ และถือเป็นการอุดช่องว่างแห่งกฎหมายในระบบคอมมอนลอว์ซึ่งถือเป็นนิติวิธีที่สำคัญมากในระบบคอมมอนลอว์เลยทีเดียว ตัวอย่างเช่น ในคดีอาญา Rex v. Manlay (1930) หรือในคดี Shaw v.D.P.P (1962) ซึ่งเป็นการที่ศาลกำหนดความผิดอาญาฐานใหม่ขึ้นมาโดยวิธีการวางหลักเกณฑ์หรือหลักกฎหมายใหม่ ๆ ในคำพิพากษา เป็นต้น
ข.ความผิดตามกฎหมายลายลักษณ์อักษร (Statutory law offence) ความผิดประเภทนี้เป็นความผิดที่เกิดจากฝ่ายนิติบัญญัติตรากฎหมายลายลักษณ์อักษรขึ้นมาความผิดประเภทนี้เป็นความผิดเพราะกฎหมายห้าม (Mala Prohibita) ศาลจึงต้องใช้หลักเกณฑ์การวินิจฉัยความผิดตามที่กฎหมายบัญญัติไว้อย่างเคร่งครัด ศาลไม่สามารถวางหลักเกณฑ์หรือวางหลักเกณฑ์หรือวางหลักกฎหมายใหม่ๆ ขึ้นมาในคำพิพากษาได้ เช่น ความผิดเกี่ยวกับภาษี ความผิดเดี่ยวกับการพนัน ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา ความผิดเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
2.4.4 ความชัดเจนของกฎหมายในระบบกฎหมายทั้งสองมีความแตกต่างกัน กล่าวคือ
1) โดยที่นิติวิธีในระบบซีวิลลอว์ถือว่าบทบัญญัติไว้ในรูปประมวลกฎหมายอย่างชัดเจนไม่ว่าในทางกฎหมายแพ่งหรือกฎหมายอาญา และโดยเฉพาะในทางกฎหมายอาญาในระบบซีวิลลอว์ยึดถือหลัก “nullum crimen nulla poena sine lege” ซึ่งแปลได้ว่า “ไม่มีความผิด ไม่มีโทษโดยไม่มีกฏหมาย” ซึ่งส่งผลให้ในทางกฎหมายอาญานั้นจะต้องมีการบัญญัติไว้โดยชัดเจนว่าการกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดเป็นความผิดและจะต้องรับโทษและจะต้องรับโทษ และด้วยความชัดเจนของกฎหมายในระบบซีวิลลอว์จึงทำให้ปะชาชนสามารถทราบได้ว่าการกระทำอย่างใดเป็นความผิดและจะต้องรับโทษหรือมีกฎหมายห้ามอะไรไว้บ้าง
2) ส่วนในระบบคอมมอนลอว์โดยที่นิติวิธีในระบบนี้ถือว่าคำพิพากษาของศาลเป็นกฎหมายและเป็นบ่อเกิดอันดับแรกของกฎหมาย และโดยเหตุที่ศาลในระบบคอมมอนลอว์ สามารถสร้างหลักเกณฑ์ขากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นใหม่ได้ ดังนี้ในทางกฎหมายแพ่งหรือในทางกฎหมายอาญาศาลสามารถสร้างหรือวางหลักเกณฑ์ใหม่ได้เหมอ แต่ในทางกฎหมายอาญาความผิดตามกฎหมายที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร (Common law offence) โดยที่ความผิดประเภทนี้เป็นการที่ศาลคอมมอนลอว์สามารถกำหนดความผิดอาญาฐานใหม่ขึ้นมาได้โดยเกิดจากการที่ศาลคอมมอนลอว์วางหลักเกณฑ์ขึ้นมาจนกลายเป็นหลักกฎหมายตามคำพิพากษาที่เป็นบรรทัดฐาน (Precedent) ดังนี้ในความผิดอาญาประเภทนี้ศาลจึงสามารถกำหนดความผิดอาญาฐานใหม่ๆ ขึ้นมาได้เสมเมื่อเห็นว่าการกระทำที่เกิขึ้นนั้นเป็นการฝ่าฝืนและเป็นปฎิปักษ์ต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน ดังนี้จะเห็นได้ว่าความผิดตามกฎหมายที่ไม่เป็ฯลายลักษณ์อักษณระบบคอมมอนลอว์นี้ขาดความชัดเจนประชาชนไม่สามารถทราบได้ว่าการกระทำใดของตนเป็นความผิดและจะต้องรับโทษเมื่อใด หรือมีกฎหมายห้ามอะไรไว้บ้าง ส่วนความผิดตามกฎหมายลายลักษณ์อักษร( Statutory law offence) ความผิดประเภทนี้เป็นความผิดที่เกิดจากฝ่ายนิติบัญญัติตรากฎหมายลายลักษณ์อักษรขึ้นมาความผิดประเภทนี้จึงเป็นความผิดที่ความชัดเจนประชาชนสามารถทราบได้ว่าการกระทำใดของตนเป็นความผิดและจะต้องับโทษเมื่อใด หรือมีกฎหมายห้ามอะไรบ้างเหมือนอย่างในระบบซีวิลลอว์
2.4.5 ผู้ที่กำหนดนโยบายทางกฎหมายในระบบซีวิลลอว์คือ รัฐสภา เพราะรัฐสภามีหน้าที่ในการออกกฎหมายศาลมีหน้าที่ในการปรับใช้กฎหมายเท่านั้น ส่วนในระบบคอมมอนลอว์ ศาลมิได้กำหนดนโยบายทางกฎหมาย แต่ศาลสามารถปรับใช้กฎหมายได้ทันที ดังนั้นศาลจึงมีบทบาทสำคัญในการวางหลักนิติวีด้วยนั้นเอง อย่างไรก็ตามในระบบคอมมอนลอว์มัจจุบันรัฐสภามีบทบาทอย่างสูงในการกำหนดนโยบายกฎหมายและออกกฎหมายเช่นนั้น
ดังนี้ในปัจจุบันแนวความคิดของระบบกฎหมายซีวิลลอว์ และระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ แทบจะไม่มีความแตกต่างกันเท่าใดนัก กล่าวคือในระบบกฎหมายซีวิลลอว์ก็ไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้ว่า นับวันตัวอย่างคำพิพากษามีบทบาทมากขึ้น ในฐานะของตัวอย่างการปรับใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมาย แม้จะมีข้อความที่กำหนดไว้อย่างชัดเจนในกฎหมายลายลักษณ์อัษรแล้วก็ตาม ในบางกรณีก็ต้องอธิบายด้วยตัวอย่างคำพิพากษาที่มีการแก้ปัญหาแล้วเช่นกัน ส่วนในระบบคอมมอนลอว์เองนับวันบทกฎหมายลายลักษณ์อักษรยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น มีการยอมรับมากขึ้นพอ ๆ กับการยอมรับหลัก ศาลเป็นผู้สร้างกฎหมาย (Tudge made law) ซึ่งอยู่กับสถานการณ์เปลี่ยนแปลงทางสังคม ที่มอบหมายห้ารัฐสภามามีบทบาทหน้าที่ในการบัญญัติกฎหมายลายลักษณ์อักษร นับตั้งแต่รัฐเข้าสู่ระบบประชาธิปไตย ดำเนินแนวทางรัฐสวัสดิการ และนำประเทศเข้าสู่ระบบประชาคมมาเศรษฐกิจยุโรป แต่การที่ระบบคอมมอนลอว์มีความจำเป็นต้องนำบทกฎหมายลายลักษณ์อักษรมาใช้นั้นก็มิได้ลดบทบาทของศาลในประเทศอังกฤษที่มีมาแต่เดิมเท่าใดนัก เพราะศาลมักจะตีความให้บทกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่รัฐสภาบัญญัติขึ้นนั้นให้มีความหมายอย่างแคบ เพื่อที่จะไม่ให้บทกฎหมายลายลักษณ์อักษรนั้นเข้ามาตัดทอนของเขตของหลักคอมมอนลอว์ ทั้งนี้เพื่อรักษาไว้ซึ่งอำนาจศาลให้มากที่สุด