วันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
1. ความหมายของทรัพย์และทรัพย์สิน
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มรตรา 137 บัญญัติว่า "ทรัพย์หมายความว่า วัตถุมีรูปร่าง" และมาตรา 138 บัญญัติว่า "ทรัพย์สินหมายความว่ารวมทั้งทรัพย์และวัตถุไม่มีรูปร่างซึ่งอาจมีราคาและอาจถือเอาได้"
เพื่อให้เข้าใจความหมายของคำว่า ทรัพย์และทรัพย์สิน จำเป็นต้องพิจารณา มาตรา 137 และมาตรา 138 ประกอบกัน กล่าวคือ คำว่า "ทรัพย์" นอกจากจะหมายถึงวัตถุมีรูปร่งแล้วยังต้องเป็นวัตถุมีรูปร่งซึ่งอาจมีราคาได้และถือเอกได้ด้วย ส่วนคำว่า "ทรัพย์สิน" หมายถึงวัตถุมีรูปร่างซึ่งอาจมีราคาได้และถือเอาได้ประการหนึ่ง และยังหมายถึงวัตถุ ไม่มีรูปร่างซึ่งอาจมีราคาได้และถือเอาได้อีกประการหนึ่ง
จะเห็นได้ว่าในเมื่อทรัพย์เป็นทรัพย์สินส่วนหนึ่ง ทรัพย์จึงต้องเป็นวัตถุมีรูปร่างซึ่งอาจมีราคาได้และถือเอาได้เช่นเดียวกัน
คำว่า "มีรูปร่าง" หมายถึง สิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตาจับต้องสัมผัสได้ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ บ้าน เรือน
คำว่า "ไม่มีรูปร่าง" หมายถึง สิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตา จับต้องสัมผัสไม่ได้ เช่น พลังงานปรมาณู,แก๊ส,กำลังแห่งธรรมชาติ และยังได้แก่สิทธิต่างๆเกี่ยวกับทรัพย์ เช่น กรรมสิทธิ์,ลิขสิทธิ์,สิทธิบัตร
คำว่า "อาจถือเอาได้" หมายถึง เพียงแต่อาจถือเอาได้เท่านั้น มีอาการเข้าหวงกันไว้เพื่อตนเอง ไม่จำเป็นต้องยึดถือจับต้องได้จริงจัง เช่น รังนกในถ้ำเมื่อผู้นั้นได้สัมปทานจากรัฐบาลย่อมมีอำนาจเข้าครอบครองถ้ำแสดงอาการหวงรังนก ก็เรียกได้ว่าอาจถือเอาได้หรือสิทธิบางอย่างแม้จะจับต้องมิได้ แต่ก็ยังอยู่ในลักษณะที่จะยึดถือหวงแหนไว้เพื่อตนเองได้ เช่น ลิขสิทธิ์,สิทธิในการเช่า,กระแสไฟฟ้า เป็นต้น
สิ่งสำคัญที่ต้องเน้นก็คือไม่ว่าจะเป็นวัตถุที่มีรูปร่างหรือไม่ก็ตาม จะเป็นทรัพย์สินได้ก็ต่อเมื่อ "อาจมีราคาและอาจถือเอาได้" ถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่งก็ไม่ถือเป็น ทรัพย์สิน เช่นมนุษย์เรา แม้จะมีรูปร่างแต่ก็ไม่อาจมีราคาซื้อขายกันได้ ฉะนั้นมนุษย์จึงไม่ใช่ทรัพย์ เมื่อมนุษย์ไม่ใช่ทรัพย์ย่อมไม่ทรัพย์สินด้วย แต่หากได้มีการแยกอวัยวะออกมาเป็นส่วนๆ จากร่างกาย เช่น ส้นผมหากได้ตัดไปขาย ตวงตาที่บุคคลขายหรืออุทิศแก่โรงพยาบาล ดังนี้ ย่อมมีราคาและถือเอาได้จึงเป็นทรัพย์สินได้
2. ประเภทของทรัพย์สิน
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แบ่งทรัพย์ออกเป็น 5 ประเภท
1) อสังหาริมทรัพย์
2) สังหาริมทรัพย์
3) ทรัพย์แบ่งได้
4) ทรัพย์แบ่งไม่ได้
5) ทรัพย์นอกพาณิชย์
2.1 ความหมายของอสังหาริมทรัพย์
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 139 บัญญัติว่า "อสังหาริมทรัพย์หมายความว่า ที่ดินและทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดินลักษณะเป็นการถาวรหรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดินนั้น และหมายความรวมถึงทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับที่ดินหรือทรัพย์อันติด อยู่กับที่ดินหรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดินนั้นด้วย"
โดยพิจารณาแยกดังนี้
2.1.1 ที่ดิน
คือ พื้นดินทั่วๆ ไปที่มีอาณาเขต พึงกำหนดได้เป็นส่วนกว้างและส่วนยาว แต่ไม่รวมถึงดินทีขุดขึ้นมา แล้วย่อมไม่เป็นที่ดินต่อไป เป็นเพียงสังหาริมทรัพย์เท่านั้น
2.1.2 ทรัพย์อันติดกับที่ดินมีลักษณะเป็นการถาวรได้แก่
2.1.2.1 ทรัพย์อันติดกับที่ดิน โดยธรรมชาติ เช่น ไม้ยืนต้นที่ปลูกลงในที่ดิน โดยไม้ยืนต้นนี้ส่วนใหญ่คือ พันธุ์ไม้ยืนต้นที่ปลูกลงในที่ดิน โดยไม้ยืนต้นนี้ส่วนใหญ่มีอายุยืนกว่า 3 ปี เช่น ต้นพูล,มะม่วง
2.1.2.2 ทรัพย์ที่ติดกับที่ดินโดยมีผู้นำมาติดไว้ เช่น ตึก สะพาน เจดีย์ อนุสาวรีย์ หอนาฬิกา โดยการนำมาติดกับที่ดิน เช่นนี้ต้อง เป็นการติดในลักษณะตรึงตราแน่นหนาถาวร แต่ไม่จำเป็นต้องติดอยู่กับที่ตลอดไป และหากมีการรื้อถอนจะทำทรัพย์นั้นเสีย หายทำให้บุบสลายเสียสภาพหรือเสียรูปทรง
การที่จะพิจารณาว่าเป็นทรัพย์ซึ่งติดอยู่กับที่ดินอันมีลักษณะเป็นถาวร ให้ดูที่สภาพว่ามีลักษณะติดอยู่กับที่ดินเป็นการถาวรหรือไม่ ไม่ใช่ไปดูที่เจตนาติดไว้นานแค่ไหน เช่า ร้านค้าที่ปลูกในงานมหกรรมต่างๆ ชั่วระยะที่มีงาน โดยมีการสร้างเป็นอย่างดี สามารถติดยู่เป็นการมั่นคงถาวร มีการขุดหลุมวางเสาคอนกรีต หรือใช้ไม้อย่างดีมาเป็นโครงสร้าง เป็นต้น แต่ผู้ปลูกสร้างมีเจตนาให้ติดอยู่กับที่ดินนี้เพียง 5วัน 10 วัน ตามระยะเวลางาน กรณีเช่นนี้ยังคงถือว่าร้านดังกล่าวเป็นอสังหาริมทรัพย์ด้วย
2.1.3 ทรัพย์ซึ่งประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดิน
คือทรัพย์ที่ เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินบนพื้นโลกตามสภาพธรรมชาติ เช่น กรวด,ทราบ,แร่โลหะต่างๆ,ห้วย,หนอง,คลอง,บึง,ทะเลสาบ
2.1.4 ทรัพย์สิทธิอันเกี่ยวกับที่ดินหรือทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดิน
หรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดินทรัพยสิทธินี้ก็คือทรัพย์สิทธิที่กฎหมายก่อตั้งไว้ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 4 นั้นเองไม่ว่าจะเป็นกรรมสิทธิ์ในที่ดินสิทธิอาศัยในโรงเรียน,สิทธิครอบครองในสระในที่ดินของเรา ย่อมเป็นอสังหาริมทรัพย์
2.2 ความหมายของสังหาริมทรัพย์
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 140 บัญญัติว่า "สังหาริมทรัพย์ หมายความว่า ทรัพย์สินอื่นนอกจากอสังหาริมทรัพย์ และหมายความรวมถึงสิทธิอันเกี่ยวกับทรัพย์สินนั้นด้วย"
มาตรา 140 นี้กำหนด ความหมายของอสังหาริมทรัพย์ เป็นบทปฏิเสธของความหมายของอสังหาริมทรัพย์ เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามถ้าไม่เป็นอสังหาริมทรัพย์และจะต้องเป็นสังหาริมทรัพย์ทั้งสิ้น เช่น นาฬิกา,โต๊ะ,รถยนต์ ตลอดจนสิทธิอันเกี่ยวกับทรัพย์สินนั้นด้วย คำว่า "ทรัพย์สิน" ให้หมายรวมถึงทรัพย์และวัตถุมีรูปร่งซึ่งอาจมีราคาและอาจถือเอาได้ ดังนั้น คำว่าทรัพย์สินในมาตรา 140 นี้ต้องเอาความหมายนั้นมาพิจารณาด้วย
สิทธิในสังหาริมทรัพย์ที่มีรูปร่าง เช่น กรรมสิทธิ์ในรถยนต์เป็สิทธิกันเกี่ยวกับทรัพย์สินคือรถยนต์ ดังนั้นกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ย่อมเป็นสังหาริมทรัพย์ด้วย
สิทธิในสังหาริมทรัพย์ที่ไม่มีรูปร่าง สิทธิเหล่านี้ต้องเป็นสิทธิที่กฎหมายให้การรับรองแล้ว เช่น ลิขสิทธิ์,สิทธิบัตร สิทธิเหล่านี้เป็นทรัพย์สินซึ่งอาจมีราคาและอาจถือเอาได้ สิทธิเหล่านี้จึงเป็นสังหาริมทรัพย์
ประเภทของสังหาริมทรัพย์
ประเภทของสังหาริมทรัพย์ อาจแบ่งได้ เป็น 2 ประเภท คือ
2.2.1 สังหาริมทรัพย์ทั่วไป
สังหาริมทรัพย์ทั่วไป คือ ทรัพย์สินอื่นนอกจากอสังหาริมทรัพย์ที่มี ลักษณะเคลื่อนที่ได้ด้วยแรงกำลังธรรมชาติ หรือโดยแรงกำลังกายภาพแห่งทรัพย์นั้น เช่น รถยนต์ ตู้เย็น พัดลม โทรทัศน์ จักรยาน
2.2.2 สังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษ
สังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษ คือ ทรัพย์อื่นนอกจากอสังหาริมทรัพย์ที่มี กฎหมายได้กำหนดให้เป็นทรัพย์ในลักษณะพิเศษกว่าสังหาริมทรัพย์ทั่วไป อันได้แก่ เรือกำปั่นมีระวางตั้งแต่หกตันขึ้นไป เรือกลไฟ หรือเรือยนต์ที่มีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป แพ และสัตว์พาหนะ คือ ช้าง ม้า วัว ความ ลา ล่อ
สิ่งสำคัญคือในการทำนิติกรรมจำหน่ายจ่ายโอนสังหาริมทรัพย์จำต้องทราบด้วย ว่าเป็นสังหาริมทรัพย์ประเภทใด เพราะหากเป็นสังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษและจะต้องได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงาน เจ้าหน้าที่เช่นเดียวกับกรณี การจำหน่าย จ่าย โอนทรัพย์ที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ด้วย
อสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์มีลักษณะและผลของกฎหมายแตกต่างกันคือ
1) อสังหาริมทรัพย์
โดยเฉพาะที่ดินจะต้องมีเจ้าของเสมอ แต่สังหาริม ทรัพย์ไม่จำเป็นต้องมีเจ้าของเสมอไป
2) ทรัพยสิทธิบางอย่างจะก่อให้เกิดขึ้นได้ก็แต่ในอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น
เช่น ภาระจำยอม, สิทธิอาศัย, สิทธิเก็บกิน, สิทธิเหนือพื้นดิน, ภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์
3) การได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองทรัพย์
ที่เรียกว่าแย่งการครอบครอง หรือครอบครองปรปักษ์ นั้น มีอายุความได้สิทธิต่างกันโดยการได้กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์จะ มีระยะเวลายาวกว่าสังหาริมทรัพย์
4) แบบนิติกรรม
นิติกรรมเพื่อให้ได้สิทธิในอสังหาริมทรัพย์ต้องทำตามแบบ ส่วนสังหาริมทรัพย์โดยทั่วไปไม่จำต้องทำ
5) ในเรื่องแดนกรรมสิทธิ์
เฉพาะตัวที่ดินซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์เท่านั้นมีกรรม สิทธิ์ทั้งเหนือพื้นดินและใต้พื้นดิน ส่วนสังหาริมทรัพย์นี้ไม่มีแดนกรรมสิทธิ์
6) สิทธิของคนต่างด้าว
ในการได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินมีกฎหมายบัญญัติควบคุมไว้ โดยไม่ให้คนต่างด้าวได้กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ หรือถ้าได้ก็ต้องอยู่ในวงจำกัดแต่ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์ไม่มีกฎหมายอะไรควบคุมไว้
2.3 ทรัพย์แบ่งได้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 141 บัญญัติว่า "ทรัพย์แบ่งได้ หมายความว่า ทรัพย์อันอาจแยกออกจากกันเป็นส่วนๆ ได้จริงถนัดชัดแจ้งแต่ละส่วน ได้รูปบริบูรณ์ลำพังตัว"
ทรัพย์แบ่งได้คือ ทรัพย์ที่อาจแยกหรือแบ่งออกจากกันได้และเมื่อแยกออกจากกันได้แล้ว ไม่เสียรูปทรงและแต่ละส่วนได้รูปบริบูรณ์ลำพังตนเอง คือแบ่งไปแล้วยังมีลักษณะของตัวทรัพย์นั้น อยู่เพียงแต่ประมาณลดลงไป เช่น ผ้าเป็นพับๆ ซึ่งสามารถตัดแบ่งเป็นเมตรๆ ได้ จะเห็นได้ว่า ยังเป็นลักษณะผ้า เพียงแต่ปริมาณในแต่ละผืนน้อยลง
2.4 ทรัพย์แบ่งไม่ได้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 142 บัญญัติว่า "ทรัพย์แบ่งไม่ได้ หมายความว่า ทรัพย์อันจะแยกออกจากกันไม่ได้ นอกจากเปลี่ยนแปลงภาวะของทรัพย์หมายความ ถึงทรัพย์ที่มีกฎหมายบัญญัติว่าแบ่งไม่ได้ด้วย"
ทรัพย์ที่แบ่งไม่ได้ มี 2 ลักษณะ คือ
2.4.1 ทรัพย์ที่แบ่งไม่ได้โดยสภาพ
คือ โดยสภาพของตัวทรัพย์นั้นเองถ้าแบ่งแล้วจะทำให้เปลี่ยน แปลงสภาวะของทรัพย์นั้นไป เช่น ตึกรามบ้านช่อง
2.4.2 ทรัพย์ที่แบ่งไม่ได้โดยอำนาจของกฎหมาย
หมายความถึงทรัพย์หรือ ทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติว่าแบ่งไม่ได้ เช่น หุ้นในบริษัทมหาชนหรือเอกชน ทรัพย์ที่เป็นส่วนควบ
ทรัพย์แบ่งได้หรือทรัพย์แบ่งไม่ได้นั้นอาจเป็นอสังหาริมทรัพย์ หรือเป็นสังหาริมทรัพย์ก็ได้ การที่กฎหมายแบ่งประเภทของทรัพย์เป็นทรัพย์แบ่งได้หรือแบ่งไม่ได้นี้เพื่อ ประโยชน์ในการแบ่งทรัพย์ซึ่งเป็นเจ้าของร่วมโดยถ้าเป็นทรัพย์แบ่งได้ก็แบ่งตัวทรัพย์กัน ไปตามส่วนแห่งการเป็นเจ้าของรวม หากปรากฎว่าตกลงกันไม่ได้ว่าใครจะเอาส่วนใดหรือกรณีที่เป็นทรัพย์ที่แบ่งไม่ได้ ก็ต้องแบ่งตามวิธีการทีกฎหมายกำหนดไว้คือโดยวิธีประมูลราคาระหว่างเจ้าของรวมหรือขายทอดตลาด
2.5 ทรัพย์นอกพาณิชย์
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 143 บัญญัติว่า "ทรัพย์นอกพาณิชย์ หมายความว่า ทรัพย์ที่ไม่อาจถือเอาได้และทรัพย์ที่โอนแก่กันมิได้โดยชอบด้วยกฎหมาย"
2.5.1 ทรัพย์ที่ไม่อาจถือเอาได้
ทรัพย์และทรัพย์สินนั้นจะต้องเป็นสิ่งของหรือ สิทธิที่อาจมีราคาและอาจถือเอาได้ โดยต้องประกอบกันทั้งสองอย่าง ถ้าอาจมีราคาอย่างเดียวแต่ไม่อาจถือเอาได้ หรืออาจเอาได้แต่ไม่อาจมีราคา ก็ไม่ใช้ทรัพย์สินดังนั้นทรัพย์นอกพาณิชย์ในความหมายแรกนี้ คือ ทรัพย์ที่ไม่อาจถือเอาได้นั้นก็ไม่ใช่ทรัพย์ เช่น ดวงดาว, ดวงจันทร์, เมฆบนฟ้า, สายลม
2.5.2 ทรัพย์ที่โอนแก่กันมิได้โดยชอบด้วยกฎหมาย
เป็นกรณีที่กฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่าห้ามโอน หรือทรัพย์สินที่จะนำมาจำหน่ายจ่ายโอน เช่น ทรัพย์สินทั่วๆ ไปมิได้ เว้นแต่จะโอน โดยอาศัยอำนาจแห่งกฎหมายโดยเฉพาะ เช่น สาธารณะสมบัติของแผ่นดิน, ที่ธรณีสงฆ์, สิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดู เป็นต้น
3. ส่วนอันประกอบทรัพย์
ส่วนอันประกอบทรัพย์ มี 3 ลักษณะ คือ ส่วนควบ อุปกรณ์ ดอกผล
3.1 ส่วนควบ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 144 บัญญัติว่า "ส่วนควบของทรัพย์ หมายความว่า ส่วนซึ่งโดยสภาพแห่งทรัพย์หรือโดยจากรีตประเพณีแห่งท้องถิ่นเป็นสาระสำคัญ ในความเป็นอยู่ของทรัพย์นั้นและไม่อาจแยกจากกันได้ นอกจากจะทำลายทำให้บุบสลายหรือทำให้ทรัพย์นั้นเปลี่ยนแปลงรูปหรือสภาพไป
เจ้าของทรัพย์ย่อมมีกรรมสิทธิ์ในส่วนควบของทรัพย์นั้น"
ในเรื่องส่วนควบนั้นจะมีความเกี่ยวพันกันระหว่างทรัพย์ตั้งแต่สองอย่างขึ้นไป และต้องมีทรัพย์หลักอยู่อย่างหนึ่งคือทรัพย์ประธาน ทรัพย์นอกนั้นเข้าเกี่ยวข้องเป็นส่วนควบ และผู้ใดเป็นเจ้าของทรัพย์ประธานย่อมถือว่าเป็นเจ้าของส่วนควบนั้นด้วย
ทรัพย์ที่เป็นส่วนควบต้องประกอบด้วย 2 ประการ คือ
3.1.1 ส่วนควบต้องเป็นสาระสำคัญ ในความเป็นอยู่ของทรัพย์ใหม่นั้น เช่น ใบพัดและหางเสือเป็นสาระสำคัญของเรือยนต์ เลนส์แว่นตาย่อมเป็นสาระสำคัญในความเป็น อยู่ของแว่นตาโดยการเป็นสาระสำคัญนั้นอาจเป็น
3.1.1.1 โดยสภาพแห่งทรัพย์นั้นเอง เช่น เข็มนาฬิกา โดยสภาพย่อมเป็นสาระสำคัญของนาฬิกา กระเบี้องมุงหลังคาย่อมเป็นสาระสำคัญของบ้านโดยสภาพ
3.1.1.2 โดยจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น เช่น บ้านโดยจารีตประเพณีย่อมเป็น สาระสำคัญในความเป็นอยู่ของที่ดิน
3.1.2 ส่วนควบต้องมีสภาพไม่อาจแยกออกจากกันได้ นอกจากทำลายทำบุบสลาย หรือทำให้ทรัพย์นั้นเปลี่ยนรูปทรง เช่น บ้านย่อมประกอบด้วย เสา ฝา หลังคา ประตู หน้าต่าง โดยสิ่งเหล่านี้ เราไม่อาจแยกออกจากตัวบ้านได้ นอกจากจะรื้อทำลาย หรือรถยนต์ถ้าเอาล้อมรถออกไปย่อมทำให้รถยนต์นั้นเปลี่ยนแปลงรูปทรงไป
การร่วมสภาพนั้นอาจเป็นการกระทำของบุคคลก็ได้ เช่นบ้านเรือนรถยนต์ ดังกล่าว หรืออาจเป็นการรวมสภาพโดยธรรมชาติก็ได้ เช่น ที่งอกริมตลิ่ง
ทรัพย์ใดแม้เป็นสาระสำคัญในความเป็นอยู่แห่งทรัพย์ แต่ถ้าไม่มีการรวมสภาพกัน จนแยกไม่ได้แล้วหาใช่ส่วนควบไม่ เช่น ช้อนกับส้อม ฉิ่งกับฉับ ไม่อาจถือว่าช้อนเป็นส่วนความของส้อม หรือฉับเป็นส่วนควบของฉิ่ง และทรัพย์ใดแม้จะรวมสภาพจนไม่อาจแยกออกจากันได้ แต่ถ้าทรัพย์นั้นไม่เป็นสาระสำคัญ ในความเป็นอยู่ของตัวทรัพย์ก็มิใช้ส่วนควบ เช่น ฝากั้นห้องแม้จะมีสภาพไม่อาจแยกออกจากตัวบ้านได้ และหากรื้อจะทำให้บุบสลายไป แต่ตามปกติไม่ถือว่าเป็นสาระสำคัญของตัวบ้าน ดังนั้นฝากั้นห้องจึงมิใช่ส่วนควบของตัวบ้าน
ข้อยกเว้นไม่เป็นส่วนควบ
1)ไม้ล้มลุก คือต้นไม่มีอายุไม่เกิน 3 ปี และธัญชาติ คือข้าวต่างๆ อันจะเก็บเกี่ยวรวงผลได้คราวหนึ่งหรือหลายคราวต่อปี
2) ทรัพย์ซึ่งติดกับที่ดินหรือติดกับโรงเรือนเพียงชั่วคราวไม่ถือว่าเป็นส่วนควบ เช่น ร้านค้าที่ตั้งขึ้นในงานมหกรรมต่างๆ เพียงชั่วคราว
3) โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นอันผู้มีสิทธิในที่ดินของผู้อื่น ใช้สิทธิ์ปลูกสร้างทำลงไว้ในที่ดังนั้น เช่น ทำสัญญาเช่าที่ดินเพื่อสร้างบ้านลงบนที่ดินนั้น ผู้เช่าย่อมมีสิทธิ์สร้างบ้านบนที่ดินนั้นได้ บ้านย่อมไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดิน
3.2 อุปกรณ์
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 147 บัญญัติว่า "อุปกรณ์ หมายความว่า สังหาริมทรัพย์ซึ่งโดยปกตินิยมเฉพาะถิ่นหรือโดยเจตนาชัดแจ้งของเจ้าทรัพย์เป็นทรัพย์ ประธานเป็นของใช้ประจำกับทรัพย์ประธานเป็นอาจิณเพื่อประโยชน์แก่การจัดการดูแลใช้ สอบหรือรักษาทรัพย์ที่เป็นประธานและเจ้าของทรัพย์ได้นำมาสู่ทรัพย์ที่เป็นประธาน โดยการนำมาติดต่อหรือปรับเข้าไว้ หรือโดยการทำประการอื่นใดในฐานะเป็นของใช้ ประกอบกันทรัพย์ที่เป็นประธานนั้น
อุปกรณ์ที่แยกออกจากทรัพย์ที่เป็นประธานเป็นการชั่วคราวที่ยังไม่ขาดจาก การเป็นอุปกรณ์ของทรัพย์ที่เป็นประธานนั้น
อุปกรณ์ย่อมตกติดไปกับทรัพย์ที่เป็นประธาน เว้นแต่จะมีการกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น"
องค์ประกอบที่จะเป็นอุปกรณ์พิจารณาได้ดังนี้
3.2.1 อุปกรณ์จะต้องมีทรัพย์เป็นประธานเสียก่อน โดยตัวทรัพย์ประธาน จะเป็นสังหาริมทรัพย์หรืออสังหาริมทรัพย์ก็ได้ เช่น ยางอะไหล่เครื่องมือแม่แรงอยู่ที่ท้ายรถ ต้องมีทรัพย์ประธานคือ ตัวรถยนต์ก่อน
3.2.2 อุปกรณ์ต้องเป็นสังหาริมทรัพย์แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น จะเป็นอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้
3.2.3 ต้องไม่ใช้ทรัพย์ที่มีการร่วมสภาพกับทรัพย์ที่เป็นประธานจนไม่สามารถแยกออกจากกันได้ ซึ่งหากมี่การแยกจากกันไม่ได้ก็จะเป็นเรื่องของส่วนควบ เช่น แว่นตา กรอบแว่นตา ถือว่าเป็นทรัพย์ประธาน ส่วนเลนส์เป็นส่วนควบ โดยจะต้องอยู่ร่วมกันถ้าเอาเลนส์ออก ไปแว่นย่อมเปลี่ยนสภาพไม่เป็นแว่นตา แต่หากเป็นปลอกแว่นตาย่อมไม่รวมสภาพกับแว่นตา จึงแยกกันได้ปลอกแว่นตาจึงเป็นอุปกรณ์
3.2.4 อุปกรณ์ต้องไม่ใช้ทรัพย์ที่เป็นประธานด้วยกัน กล่าวคือในกรณีที่มีทรัพย์สอง สิ่งที่มีความสำคัญเท่ากันไม่อาจชี้ชัดลงไปว่าอะไรเป็นทรัพย์ประธานสองสิ่งนี้ย่อมไม่เป็นอุปกรณ์ซึ่งกันและกัน เช่นตะเกียบ ช้อนส้อม
3.2.5 อุปกรณ์นั้นต้องเป็นทรัพย์ของเจ้าของเดียวกัน
3.2.6 อุปกรณ์ต้องเป็นทรัพย์ที่ใช้เป็นประจำอยู่กับทรัพย์ที่เป็นประธานนั้นเป็นอาจิณ คือมีการใช้เป็นไปตามปกติเสมอหรือเนื่องตามสภาพของทรัพย์นั้นโดยพิจารณาจากปกตินิยมเฉพาะท้องถิ่น หรือพิจารณาจากเจตนา ของคนที่เป็นเจ้าของทรัพย์ที่เป็นประธานนั้น
3.2.7 อุปกรณ์ซึ่งนำมาใช้ประจำเป็นอาจิณกับทรัพย์ที่เป็นประธานนั้นต้องนำมา อยู่เป็นประจำเพื่อประโยชน์ในการจัดดูแลใช้สอบหรือรักษาทรัพย์ที่เป็นประธาน เช่น วิทยุติดรถยนต์ ไม่ได้นำมาติดไว้เพื่อดูแลรักษารถยนต์จึงไม่ใช่อุปกรณ์
3.2.8 อุปกรณ์ต้องเป็นทรัพย์ที่เจ้าของทรัพย์เป็นประธานนำมาสู่ตัวทรัพย์เป็นประธาน ในฐานะเคื่รองใช้เพื่อประโยชน์ในการดูแลใช้สอยหรือรักษาทรัพย์นั้น เช่น มีแว่นตาจึงไปซื้อปลอกแว่นตาสำหรับใช้ใส่แว่นตา ปลอกแว่นตาจึงเป็นอุปกรณ์
ในกรณีที่มีการแยกอุปกรณ์ออกไปชั่วคราว อุปกรณ์ที่แยกออกไปยังไม่ถือว่าขาดจากการเป็นอุปกรณ์ เพราะเหตุว่าทรัพย์ที่เป็นอุปกรณ์ ย่อมติดไปกับทรัพย์ประธานเสมอ ดังนั้นหากมีการขายทรัพย์ที่เป็นประธาน ย่อมถือว่าขายทรัพย์ที่เป็นอุปกรณ์ไปด้วย เว้นแต่มีการตกลงกันเป็นอย่างอื่น
3.3 ดอกผล
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 148 บัญญัติว่า "ดอกผลของทรัพย์ ได้แก่ ดอกผลธรรมดาและดอกผลนิตินัย"
ดอกผลธรรมดา หมายความสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของทรัพย์ซึ่งได้มาจากตัวทรัพย์ โดยมีการใช้ทรัพย์นั้นตามปกตินิยมและสามารถถือเอาได้เมื่อขาดทรัพย์นั้น
ดอกผลนิตินัย หมายความว่า ทรัพย์หรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้มาเป็นครั้ง คราวแก่เจ้าของทรัพย์จากผู้อื่น เพื่อการที่ได้ใช้ทรัพย์นั้นและสามารถคำนวณและถือเอาได้เป็นรายวันหรือตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ ดอกผลตามกฎหมายมีอยู่ 2 ชนิด คือ
3.3.1 ดอกผลธรรมดา ซึ่งดอกผลธรรมดานันเป็นทรัพย์ที่เกิดขึ้นตามธรรม ชาติจากตัวทรัพย์หรือจากตัวแม่ทรัพย์ เมื่อขาดตกออกมาจากแม่ทรัพย์แล้วจะกลายเป็นดอกผลธรรมดาที่สามารถยึดถือเอา ได้และข้อสำคัญเมื่อหลุดขาดตกออกมาแล้ว ตัวแม่ทรัพย์จะต้องไม่เปลี่ยนสภาวะหรือไม่เปลี่ยนรูปร่างไป เช่น ผลไม้ต่างๆขณะที่ ผลยังติดอยู่กับต้นไม่ถือเป็นดอกผล จะเป็นดอกผลเมื่อมันขาดหลุดมาจากต้นเสียก่อน แต่หากเป็นกรณีที่มีการขาดหลุดจากตัวทรัพย์ แล้วทำให้แม่ทรัพย์เปลี่ยนสภาวะหรือเปลี่ยนรูปร่างไม่ถือเป็นดอกผล เช่น วัวนั้นตามปกติเมื่อโตขึ้นจะมีเขางอกถ้าเราไปตัดเขาวัวออกเสียย่อมทำให้วัวเสียสภาพไป ดังนั้นเขาวัวหรือเขาสัตว์จึงไม่ถือเป็นดอกผล
3.3.2 ดอกผลนิตินัย เป็นดอกผลที่มิได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติจากตัวของแม่ทรัพย์ แต่เป็นการเกิดขึ้นจากผู้อื่นได้ใช้ทรัพย์โดยจากการใช้ทรัพย์นั้นเขาให้ทรัพย์อีกอย่างหนึ่งหรือประโยชน์เป็นการตอบแทน ดอกผลนิตินัยมีลักษณะดังนี้
3.3.2.1 ดอกผลนิตินัยอาจจะเป็นทรัพย์ หรือประโยชน์ก็ได้ เช่น ดอกเบี้ย ค่าเช่า หรือประโยชน์ในการให้เข้าไปทำกินในที่ดิน
3.3.2.2 ดอกผลนิตินัยเป็นทรัพย์ที่ตก ได้แก่ เจ้าของทรัพย์และเป็นการให้แก่แม่ทรัพย์เป็นครั้งคราว โดยอาจเป็นรายวัน รายเดือนหรือตามระยะเวลาที่ตกลงไว้
3.3.2.3 ดอกผลนิตินัยตกได้แก่ผู้เป็นเจ้าของแม่ทรัพย์เพราะเหตุที่ผู้อื่นได้ใช้ตัวแม่ทรัพย์นั้น เช่น นำที่ดินออกให้เช่า ค่าเช่าเป็นผลประโยชน์ที่ผู้เช่าให้แก่เจ้าของที่ดินเนื่องจากการที่ได้ใช้สอยที่ดินนั้น
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 บัญญัติว่า "เจ้าของ ทรัพย์สินสิทธิได้ดอกผลแห่งทรัพย์นั้น"
ดังนั้น เจ้าของแม่ทรัพย์ย่อมมีสิทธิได้ดอกผลของตัวแม่ทรัพย์นั้น ไม่ว่าเป็นดอกผลธรรมกาหรือดอกผลพิเศษ เช่น ที่ดินเพื่อปลูกบ้านโดยตกลงกันว่าดอกผล อันเกิดจากที่ดินผู้ให้เช่าขอสงวนไว้เก็บกินเป็นส่วนตัว หรือในกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นพิเศษ เช่น เรื่องทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา หรือกรณีลาภมิควรได้ โดยผู้รับทรัพย์สินไปโดยสุจริต ว่าตนมีสิทธิรับทรัพย์นั้นไว้ ผู้นั้นย่อมได้ดอกผลของทรัพย์สินนั้นตลอดเวลาที่สุจริตอยู่
4. บุคคลสิทธิและทรัพย์สิทธิ
สิทธิต่างๆ ที่บุคคลมีได้นั้น แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ
1) บุคคลสิทธิ(PERSONAL RIGHT)
2) ทรัพยสิทธิ (REAL RIGHT)
4.1) บุคคลสิทธิ(PERSONAL RIGHT)
บุคคลสิทธิ คือ สิทธิที่มีอยู่เหนือบุคคล เป็นสิทธิบังคับเอาแก่ตัวบุคคลเป็นหลักเพื่อให้บุคคลนั้นทำการหรืองดเว้นกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือส่งมอบทรัพย์สิน ดังนั้น บุคคลสิทธิจึงเป็นสิทธิที่วัตถุแห่งสิทธิเป็นการกระทำหรืองดเว้นการกระทำการ ซึ่งในกฎหมายลักษณะหนี้เรียกว่า สิทธิเรียกร้อง สิทธิเหล่านี้เป็นสิทธิที่จะบังคับเอากับลูกหนี้เท่านั้น จะบังคับเอาจากตัวทรัพย์มิได้บุคคลสิทธินี้ไม่อาจใช้ยันแก่บุคคลทั่วไป จะบังคับได้เฉพาะตัวลูกหนี้ ทายาทหรือผู้สืบสิทธิของลูกหนี้เท่านั้น เช่น นาย ก. ทำสัญญาเช่าบ้านนาย ข. แต่ไม่อาจเข้าอยู่ได้เพราะนาย ค. ยังอาศัยอยู่ ซึ่ง นาย ก. ต้องไปเรียกร้องในนาย ข. ผู้ให้เช่าส่งมอบบ้านที่เช่าให้ตนแต่จะไปบังคับนาย ค. ซึ่งเป็นบุคคลนอกสัญญาของตนไม่ได้
4.2) ทรัพยสิทธิ (REAL RIGHT)
ทรัพยสิทธิ คือ สิทธิที่มีวัตถุแห่งสิทธิเป็นทรัพย์สิน หรือสิทธิที่มีอยู่เหนือทรัพย์สินโดยตรง เช่น กรรมสิทธิ์ สิทธิครอบครอง ภาระจำยอม สิทธิอาศัย สิทธิเก็บกิน สิทธิเหนือพื้นดิน ภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์ สิทธิจำนอง สิทธิจำนำ สิทธิยึดหน่วง ลิขสิทธิ์ สิทธิในเครื่องหมายการค้า เป็นต้น ทรัพยสิทธิย่อมใช้ยันได้แก่บุคคลทั่วไป เช่น เรามีกรรมสิทธิ์หนังสือ เราจะขีดเขียน ทำลายอย่างใดก็ได้ แม้หนังสือนั้นจะตกไปอยู่ที่ผู้ใด เราก็มีสิทธิติดตามเอาคือได้ทรัพย์สิทธจะก่อตั้งขึ้นได้ก็โดยอาศัยอำนาจของกฎหมายเท่านั้น
5. การได้มาซึ่งทรัพย์สิทธิ
5.1 การได้มาซึ่งทรัพย์สิทธิโดยทางนิติกรรม
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรค 1 บัญญัติว่า "ภายในบังคับ แห่งบทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้ หรือกฎหมายอื่น ท่านว่าได้มาโดยนิติกรรมซึ่งอสังหาริมทรัพย์ หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหา ริมทรัพย์นั้นไม่สมบูรณ์เว้นแต่นิติกรรมจะได้ทำเป็นหนังสือและจำทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่"
การได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางนิติกรรม มาตรา 1299 วรรค 1 นั้น ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ มิฉะนั้นไม่สมบูรณ์ คำว่า "ไม่สมบูรณ์" นี้ต่างกับโมฆะหรือไม่สมบูรณ์ เพราะโมฆะหรือไม่สมบูรณ์นั้น หมายความว่า ไม่มีผลใดๆ ตามกฎหมายไม่มีอะไรเหลืออยู่ที่จะใช้บังคับกันได้ เช่น การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ตามมาตรา 456 การแลกเปลี่ยนตามมาตรา 519 ในกรณีแลกเปลี่ยนที่ดิน ถ้าไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่ย่อมเป็นโมฆะ คือถือว่าไม่มี่สัญญาซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนต่อกัน ผู้ซื้อจะขอให้ผู้ขายโอนทรัพย์ให้มิได้ ผู้ขายจะเรียกร้องราคาก็มิได้ แต่คำว่า "ไม่บริบูรณ์" นั้น มีความหมายว่ายังไม่อาจถือหรือบังคับกันได้ตามทรัพย์สิทธินั้นๆเท่านั้น แต่การได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้นหาเสียเปล่าไม่ ยังคงสมบูรณ์ มีผลบังคับใช้ระหว่างคู่สัญญาในฐานะเป็นบุคคลสิทธิได้ ถึงแม้จะใช้ยันต่อบุคคลภาย นอกในฐานะเป็นทรัพยสิทธิมิได้ก็ตาม เช่น
คำพิพากษาฎีกาที่ 367/2495 โจทก์และจำเลยตกลงกันตามคำเปรียบเทียบของคณะกรรมการอำเภอ ซึ่งมีความว่า "ให้จำเลยอยู่ในที่พิพาทเรื่อยไป แต่จะยกที่ดินให้ใครมิได้ ส่วนพืชผลก็อาศัยแบ่งกันเก็บกินไป" ดังนั้นย่อมแสดงให้เห็นว่าเจตนาของคู่ความว่าให้จำเลย มีสิทธิอาศัยอยู่ในที่พิพาทเรื่อยไปจนตลอดชีวิตนั้นเองและการยอมให้อาศัยเช่นนี้แม้มิได้จดทะเบียนก็ใช้ยันกันเองได้
คำพิพากษาฎีกาที่ 760/2507 การที่โจทก์จำเลยตกลงให้โจทก์ออกทุนขยายทางพิพาทให้กว้างขึ้นเพื่อใช้ร่วมกัน แต่สัญญาข้อตกลงนี้มิได้จดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 นั้น ย่อมไม่ทำให้โจทก์ได้ทรัพยสิทธิเป็นภาระจำยอม แต่การไม่จดทะเบียนดัง กล่าวมิได้ทำให้สัญญาระหว่างโจทก์จำเลยนั้นเป็นโมฆะอย่างใดไม่ คือเป็นเพียงยังไม่บริบูรณ์เท่านั้นโดยเหตุนี้ สัญญาระหว่างโจทก์จเลยจึงมีผลก่อให้เกิดบุคคล สิทธิเรียกร้องบังคับกันได้ระหว่างคู่สัญญา ฉะนั้น โดยอาศัยสัญญาดังกล่าว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง จำเลยมิให้ขัดขวางในวันที่โจทก์จะใช้ทาง พิพาทตามข้อตกลงในสัญญาได้
การได้มาโดยนิติกรรมบางอย่าง ซึ่งอสังหาริมทรัพย์ เช่น การซื้อขายตามาตรา 456 การขายฝากตามมาตรา 491 การจำนองตามมาตรา 714 กฎหมายบัญญัติว่า ถ้าไม่ทำ เป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ย่อมเป็นโมฆะฉะนั้น การได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ในกรณีดังกล่าว ถ้าไม่ทำตามแบบกฎหมายที่กฎหมายบังคับ ไว้ก็เป็นโมฆะทีเดียวจะอ้างว่าไม่บริบูรณ์ตามมาตรา 1299 มิได้ เพราะมาตรา 1299 เป็นเพียงบทบัญญัติทั่วไปต้องตกอยู่ภายใต้บังคับแห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อื่นๆ ด้วย
5.2 การได้มาซึ่งทรัพยสิทธิโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรค 2 บัญญัติว่า "ถ้ามีผู้ได้มา ซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม สิทธิของผู้ได้มานั้นถ้ายังมิได้จดทะเบียนไซร้ ท่านว่าจะเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนไม่ได้ และสิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนนั้น ให้ยกเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอก ผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนโดยสุจริตแล้ว"
การได้มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมนี้ ได้แก่การได้มาในอสังหาริมทรัพย์หรือ ทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอัสังหาริมทรัพย์โดยการครอบครองปรปักษ์ ตามมาตรา 1382 การได้มาโดยการับมรดกไม่ว่าโดยฐานะทายาทโดยธรรมหรือการรับพินัยกรรม การได้มาโดยคำพิพากษา การได้มาตามบทบัญญัติ มาตรา 1308 ถึง มาตรา 1315, 1401 เป็นต้น
6.ประเภทของทรัพย์สิทธิ
ประเภทของทรัพยสิทธิสามารถพิจารณาได้ดังนี้
6.1 กรรมสิทธิ์
6.2 สิทธิครอบครอง
6.3 ภาระจำยอม
6.4 สิทธิอาศัย
6.5 สิทธิเหนือพื้นดิน
6.6 สิทธิเก็บกิน
6.7 ภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์
6.1 กรรมสิทธิ์
กรรมสิทธิ์ หมายความถึงทรัพยสิทธิชนิดหนึ่งที่แสดงถึงสิทธิแห่งความเป็น เจ้าของในทรัพย์สินสิ่งใดสิ่งหนึ่งทุกชนิดไม่ว่าสังหาริมทรัพย์หรืออสังหาริมทรัพย์ ซึ่งต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย กรรมสิทธิ์มีลักษณะเด็ดขาดถาวรกล่าวคือ ใครมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์อันใดก็ย่อมมีสิทธินั้นอยู่ตลอดไป แม้เจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์นั้นจะตายไป ทรัพย์สินของเขาก็คงตกได้แก่ทายาทของเขา
6.1.1 กรรมสิทธิ์หรือสิทธิแห่งความเป็นเจ้าของทรัพย์นั้นตามมาตรา 1336 มีสิทธิ์ดังนี้
6.1.1.1 สิทธิใช้สอยทรัพย์สิน เมื่อบุคคลใดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิ่งใด บุคคลนั้นก็ย่อมมีอำนาจที่จะใช้สอบทรัพย์สินนั้นได้อย่างเต็มที่ แต่มีข้อยกเว้นอยู่ว่า จะต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมายด้วย เช่น เรามีวิทยุเรามีสิทธิเปิดฟังได้ทุกเวลา แต่การเปิดดังนี้ต้องไม่เปิดดังเป็นที่รบกวนของชาวบ้าน เพราะมีกฎหมายบัญญัติห้าม ใช้สิทธิเกินขอบเขตจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นเดือดร้อน
6.1.1.2 สิทธิจำหน่ายทรัพย์สิน การจำหน่ายหมายความถึงการซื้อ ขายแลกเปลียนในกรรมสิทธิ์และยังหมายถึงการทำลายทรัพย์สินนั้นได้ด้วย แต่ก็ยังคงอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายด้วย เช่น เรามีรถยนต์คันหนึ่ง เราจะรื้อออก เป็นชิ้นๆหรือจะเผาทิ้งเสียก็ทำได้ แต่เวลาเผาก็ต้องไม่ก่อให้เกิดอันตรายแก่บุคคลอื่น
6.1.1.3 สิทธิติดตามเอาทรัพย์สินนั้นคืนจากผู้ที่ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ เช่น รถยนต์หายไป เราไปพบที่บ้านผู้อื่น เราจะเข้าไปเอาคืนโดยพลการไม่ได้ต้องแจ้งให้ตำรวจจัดการ
6.1.1.4 สิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เช่น เราเป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนดแปลงหนึ่ง ถ้ามีผู้บุกรุกเข้ามาในที่ดินของเรา เราก็มีสิทธิห้ามเขาไม่ให้เข้ามาได้
6.1.2 การได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์
การได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ มี 2 กรณี คือ การได้มาโดยทางนิติกรรม และการได้มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม
6.1.2.1 การได้มาโดยทางนิติกรรม
เช่น การซื้อขาย การแลกเปลี่ยน การให้ เป็นต้น
6.1.2.2 การได้มาโดยผลของกฎหมาย ได้แก่
1) การได้กรรมสิทธิ์โดยหลักส่วนควบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1308-1317
(1) ส่วนควบโดยธรรมชาติ กรณีที่งอกริมตลิ่งมาตรา 1308 บัญญัติว่า "ที่ดินแปลงใดเกิดที่งอกริมตลิ่งที่งอกย่อมเป็นทรัพย์สิน ของเจ้าของที่ดินแปลงนั้น"
ที่งอกริมตลิ่ง หมายความถึง ที่ดินซึ่งตามปกติน้ำท่วมไม่ถึง กล่าวคือ เดิมเป็นที่ชายตลิ่งที่น้ำท่วมถึง ต่อมาได้งอกเงยขึ้นจนน้ำท่วมไม่ถึง อาจจะงอกขึ้นโดยกระแสน้ำได้พัดพาเอากรวดหินดินทรายเข้ามาทับถมจนที่ชาย ตลิ่งนั้นสูงขึ้นจนกลายเป็นที่งอกริมตลิ่ง หรืออาจจะกล่าวได้ว่า ที่งอก ริมตลิ่งเกิดขึ้นโดยธรรมชาติในลักษณะค่อยๆ งอกเพิ่มขึ้นจากฝั่งออกไป มิใช่งอกจากท้องน้ำเข้ามาหาตลิ่ง และที่งอกริมตลิ่งดังกล่าวนี้ อาจจะเป็นที่งอกริมตลิ่งของทะเล แม่น้ำ หรือลำคลองก็ได้
ที่งอกริมตลิ่ง ถือว่าตกเป็นทรัพย์สินของเจ้าของที่ดินแปลง นั้นโดยต้องเป็นที่งอกติดต่อเป็นแปลงเดียวกันกับที่ดินโดยไม่มีอะไรมาคั่น เช่น ถนนหรือลำรางน้ำฝน
2) ส่วนควบโดยการปลูกสร้าง ได้แก่ กรณีต่อไปนี้คือ
ก) การสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริต มาตรา 1310 วรรคแรก บัญญัติว่า "บุคคลใดสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตไซร้ ท่านว่าเจ้าของที่ดินเป็นเจ้าของโรงเรือนนั้นๆ แต่ต้องใช้ค่าแห่งที่ดินเพียงที่เพิ่มขึ้นเพราะ สร้างโรงเรือนนั้นให้แก่ผู้สร้าง" หมายความว่าเป็นการสร้างโดยเข้าใจ ผิดที่ดินแปลงนั้นเป็นที่ดินของตน จึงเป็นการเชื่อโดยสุจริตคิดว่าตนเองมีสิทธิที่จะปลูกสร้างได้ เช่น เชื่อว่ามีสิทธิตามสัญญาเช่า
ดังนี้กฎหมายจะบังคับให้เจ้าของที่ดินนั้นยอมรับเป็นเจ้าของโรงเรือนนั้น ส่วนผู้ปลูกสร้างมีสิทธิได้รับค่าแห่งที่ดินที่เพิ่มขึ้นเพราะสร้างโรงเรือนนั้น ตามมาตรา 1310
ข) การสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นโดยไม่สุจริต มาตรา 1311 บัญญัติว่า "บุคคลใดสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นโดยไม่สุจริตไซร้ ท่านว่าบุคคลนั้นต้องทำที่ดินให้เป็นตามเดิมแล้วส่งคืนเจ้าของ เว้นแต่เจ้า ของจะเลือกให้ส่งคืนตามที่เป็นอยู่ ในกรณีเช่นนี้เจ้าของที่ดินต้องใช้ราคาโรงเรือนหรือใช้ค่าแห่งที่ดินที่เพิ่มขึ้น เพราะสร้างโรงเรือนนั้นแล้วแต่จะเลือก"
คำว่า "ไม่สุจริต" นั้น หมายความว่ารู้อยู่แล้วว่าที่ดินนั้น ก.ไม่ใช่เจ้าของหรือเป็นผู้มีสิทธิอื่นใดที่จะปลูกสร้างได้ เช่นนายมั่นเช่าที่ดินของนายแม้นเพื่อทำสวน แต่นายมั่นกลับปลูกสร้างโรงเรือนขึ้นบนที่ดินนั้นกรณี เช่นนี้ ย่อมถือได้ว่ายาย มั่นปลูกสร้างโรงเรือนโดยไม่สุจริต
ผลแห่งบทบัญญัติ มาตรา 1311 นี้ ให้สิทธิแก่เจ้าของที่ดิน จะเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่งดังนี้ คือ
(1) เจ้าของที่ดินจะให้เจ้าของโรงเรือนรื้อถอนออก ไปในกรณีที่เจ้าขอที่ดินไม่ต้องการโรงเรือนนั้น หรือ
(2) หากเจ้าของที่ดินอยากได้โรงเรือนนั้นก็กระทำได้ แต่ต้องใช้ ราคาโรงเรือนหรือให้ค่าแห่งที่ดินเพียงที่เพิ่มขึ้นเพราะสร้างโรงเรือนนั้น แล้วแต่จะเลือก
ค) การสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริต มาตรา 1312 วรรคแรก บัญญัติว่า "บุคคลใดสร้างโรงเรือนรุกล้ำ เข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตไซร้ ท่านว่าบุคคลนั้นเป็นเจ้าของโรงเรือนที่สร้างขึ้น แต่ต้องเสียเงินให้แก่เจ้าของที่ดินเป็นค่า ใช้จ่ายนั้นและจดทะเบียนสิทธิเป็นภารจำยอม ต่อมาภายหลังถ้าโรงเรือนนั้นสลายไปทั้งหมด เจ้าของที่ดินจะเรียกให้เพิกถอนการจะทะเบียนเสียก็ได้"
ผลแห่งบทบัญญัติ มาตรา 1312 นี้อาจแยกพิจารณาออกเป็น
(ก) สิทธิของผู้ปลูกโรงเรือนรุกล้ำ กล่าวคือ ได้เป็นเจ้าของโรงเรือนที่สร้างขึ้น หมายถึงส่วนที่รุกล้ำนั้นและได้สิทธิในการจดทะเบียนภารจำยอมโดยกฎหมายบังคับให้ เจ้าของที่ดินที่ถูกโรงเรือนรุกล้ำนั้นต้องยินยอมไปจดทะเบียนภารจำยอมให้ ส่วนสิทธิของเจ้าของที่ดินที่ถูกรุกล้ำ คือ เจ้าของที่ดินถูกรุกล้ำมีสิทธิที่จะเรียกให้เจ้าของ โรงเรือนนั้นชดใช้เงินค่าใช้ที่ดินให้แก่ตนได้
(ข) หน้าที่ของเจ้าของโรงเรือน ต้องชดใช้เงินค่าใช้ที่ดินโดยจะชด ใช้เป็นครั้งเดียวหรือเป็นคราวๆ เช่น เป็นปี เป็นเดือนก็ได้ สุดแท้แต่จะตกลงกัน เทียบได้กับค่าเช่าที่ดิน ซึ่งอาจจะชดใช้เหมาจ่ายไปเลย หรือใช้กันเป็นงวดๆ เหมือนค่าเช่าก็ได้
(ค) ส่วนหน้าที่ของเจ้าของที่ดิน เจ้าของที่ดินมีหน้าที่ต้องยอมจด ทะเบียนภารจำยอมในที่ดินส่วนที่รุกล้ำนั้นให้แก่เจ้าของโรงเรือน
อนึ่ง หากต่อมาภายหลัง ปรากฎว่าโรงเรือนนั้นสลายไปทั้งหมด เจ้าของที่ดินจะเรียกให้เพิกถอนการจดทะเบียนเสียก็ได้นั้น หมายความรวมถึง ส่วนของโรงเรือนที่รุกล้ำนั้นสลายไปทั้งหมดด้วย เจ้าของที่ดินที่ถูกรุกล้ำก็มีสิทธิ ขอเพิกถอนการจดทะเบียนเสียได้
มาตรา 1312 วรรคสองบัญญัติว่า "ถ้าบุคคลผู้สร้างโรงเรือน นั้นกระทำการโดยไม่สุจริต ท่านว่าเจ้าของที่ดินจะเรียกให้ผู้สร้างรื้อถอนไป และทำที่ดินให้เป็นตามเดิม โดยผู้สร้างเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายก็ได้"
มาตรา 1312 วรรคสองนี้ เป็นการสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้า ไปในที่ดินของผู้อื่นโดยไม่สุจริต ซึ่งมีผลทำให้เจ้าของที่ดินที่ถูกรุกล้ำมีสิทธิ
(1) จะรียกให้ผู้สร้างรื้อถอนออกไป และ
(2) ให้ผู้สร้างทำที่ดินให้เป็นตามเดิม โดยผู้สร้างเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเอง
(ง) การสร้างสิ่งอื่น ปลูกต้นไม้หรือธัญชาติในที่ดินของผู้อื่น มาตรา 1314 บัญญัติว่า "ท่านให้ใช้บทบัญญัติ มาตรา 1310, 1311 และ 1313 บังคับตลอดถึงการก่อสร้างใดๆ ซึ่งติดที่ดิน และการเพาะปลูกต้นไม้ หรือธัญชาติด้วยโดยอนุโลม
แต่ข้าวหรือธัญชาติอย่างอื่นอันจะเก็บเกี่ยวรวงผลได้คราว หนึ่งหรือหลายคราวต่อปี เจ้าของที่ดินต้องยอมให้บุคคลผู้กระทำการโดยสุจริตหรือ ผู้เป็นเจ้าของที่ดิน โดยมีเงื่อนไขซึ่งได้เพาะปลูกลงไว้นั้น ครอบครองที่ดินจนกว่าจะเสร็จการเก็บเกี่ยว โดยใช้เงินคำนาณตามเกณฑ์ค่าเช่าที่ดินนั้น หรือเจ้าของที่ดินจะเข้าครอบครองในทันทีโดยใช้ค่าทดแทนให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งก็ได้"
"การก่อสร้างใดๆ ซึ่งติดที่ดิน" หมายความถึง การก่อสร้างสิ่งอื่นใดนอกเหนือจากากรปลูกสร้างโรงเรือน เช่น การก่อสร้างหอนาฬิกา อนุสาวรีย์ สะพาน หรือฮวงซุ้ย เป็นต้น ข้อสำคัญต้องเป็น การสร้างติดกับที่ดินใน ลักษณะที่เป็นส่วนควบกับที่ดิน ตามมาตรา 107 และสิ่งก่อสร้างใดๆ ดังกล่าวนี้หมายถึงอสังหาริมทรัพย์ ตามมาตรา 100
การเพาะปลูกต้นไม้หรือธัญชาติ หมายความรวมถึง ไม้ยืนต้นและไม้ล้มลุก รวมทั้งธัญชาติก็ย่อมนำมาตรา 1310, 1311, 1313 มาใช้บังคับได้
มาตรา 1314 วรรค 2 บัญญัติให้เจ้าของที่ดินสิทธิจะเลือกได้ 2 ทาง คือ ยอมให้ผู้ที่เข้ามาเพาะปลูกโดยสุจริต หรือผู้ที่เป็นเจ้าของที่ดินโดยมีเงื่อน ไขครอบครองที่ดินต่อไปจนกว่าจะเก็บเกี่ยวให้แล้วเสร็จ แต่ต้องให้เงินแก่เจ้าของ ที่ดินนั้นในลักษณะของเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้แก่เจ้าของที่ดิน หรือเจ้าของที่ดินจะเข้าครอบครองที่ดินนั้นทันที แต่ต้องชดใช้ค่าทดแทนให้แก่ผู้เพาะ ปลูกโดยสุจริตหรือผู้เป็นเจ้าของที่ดินโดยมีเงื่อนไขนั้น
(จ) การสร้างสิ่งปลูกสร้าง ต้นไม้หรือธัญชาติในที่ดินของตนเอง ด้วยสัมภาระของผู้อื่น มาตรา 1315 บัญญัติว่า "บุคคลใดสร้างโรงเรือนหรือทำ การก่อสร้างอย่างอื่นซึ่งติดที่ดิน หรือเพาะปลูกต้นไม้หรือธัญชาติในที่ดินของตนด้วยสัมภาระของผู้อื่น ท่านว่าบุคคลนั้นเป็นเจ้าของสัมภาระ แต่ต้องใช้ค่าสัมภาระ" มาตรา 1315 นี้ เป็นกรณีเกี่ยงกับการนำเอาสัมภาระ ของผู้อื่นมาปลูกสร้างในที่ดินของตนเอง เช่น เอาอิฐ ทราย ไม้ หิน ตะปู ซึ่งประกอบเป็นตัวโรงเรือน หรือนำเมล็ดพันธุ์รวมทั้งกิ่งตอน กิ่งชำ นำมาเพาะปลูกลงบนที่ดิน
ผลของ มาตรา 1315 มีสาระสำคัญ คือบุคคลที่เป็นเจ้าของ ที่ดินได้เป็นเจ้าของสัมภาระ แต่ต้องใช้ค่าสัมภาระนั้น อันหมายถึงค่าสิ่งของที่เอามาสร้างหรือเพาะปลูก โดยถือเกณฑ์แห่งราคาสิ่งของในขณะที่นำสัมภาระนั้นมาเป็นหลัก
ฉ) การเอาสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นมารวมเป็นส่วนควบ มาตร 1316 บัญญัติว่า "ถ้าเอาสังหาริมทรัพย์ของบึคคลหลายคนมารวมเข้ากัน จนเป็นส่วนควบหรือแบ่งแยกไม่ได้ไซร้ ท่านว่าบุคคลเหล่านั้นเป็นเจ้าของรวมแห่งทรัพย์ที่รวมเข้ากัน แต่ละคนมีส่วนตาม ค่าแห่งทรัพย์ของตนในเวลาที่รวมเข้ากับทรัพย์อื่น
ถ้าทรัพย์อันหนึ่งอาจถือได้ว่าเป็นทรัพย์ประธานไซร้ ท่านว่า เจ้าของทรัพย์นั้นเป็นเจ้าของทรัพย์ที่รวมเข้ากันแต่ผู้เดียว แต่ต้องใช้ค่าแห่งทรัพย์อื่นๆ ให้แกเจ้าของทรัพย์นั้นๆ"
มาตรา 1316 เป็นบทบัญญัติเฉพาะสังหาริมทรัพย์เท่านั้น เพื่อกำหนดว่าใครจะเป็นเจ้าของสังหาริมทรัพย์ที่รวมกันเข้าจนเป็นส่วนควบ
มาตรา 1316 วรรคแรก เป็นกรณีที่สังหาริมทรัพย์ที่รวมกันเข้านั้น ไม่มีทรัพย์ใดเป็นประธาน ซึ่งทรัพย์ส่วนใดจะเป็นทรัพย์ประธานได้ต้องถือเอาทรัพย์ที่มี ลักษณะเป็นส่วนสำคัญที่สุดในความเป็นอยู่ของทรัพย์ที่รวมกันนั้นด้วย เช่น แหวนมุกนั้น ทรัพย์ใดเป็นประธาน กรณีนี้ถือว่ามุกมีราคาสูบกว่าและสำคัญกว่าตัวเรือน แต่ถ้ามุกมาแกะสลักลงบนสิ่งของต่างๆ เช่นที่เขี่ยบุหรี่ ก็ย่อมไม่ถือว่ามุกเป็นทรัพย์ประธาน ฉะนั้นทรัพย์ประธานนั้นย่อมขึ้อยู่กับข้อเท็จจริงเป็นเรื่องๆไปกล่าวคือ ในบางกรณีก็ยึดถือคุณค่าหรือราคาของทรัพย์นั้นเป็นเกณฑ์สำคัญ แต่ในบางกรณีก็ต้อง คำนึงถึงสภาพของทรัพย์เป็นสาระสำคัญ
1) การรวมสภาพของทรัพย์ อาจจะรวมผสมกลมกลืนกันกลายเป็น สิ่งใหม่ขึ้มาจนไม่สามารถหาร่องรอยอสังหาริมทรัพย์เดิมได้ ฉะนั้น มาตรา 1316 วรรคแรก จึงบัญญัติให้เจ้าของทรัพย์ทุกคนที่นำทรัพย์มารวมกันเป็นเจ้า ของรวมแห่งทรัพย์ที่นำมารวมกันเป็นส่วนควบหรือทรัพย์ซึ่งแบ่งแยกไม่ได้นั้นและแต่ละคนมี ส่วนตามค่าแห่งทรัพย์ของตนในเวลาที่รวมเข้ากับทรัพย์อื่น เพราะไม่สามารถทราบ ได้ว่าทรัพย์ส่วนไหนเป็นทรัพย์ประธาน
ส่วนมาตรา 1316 วรรคสอง เป็นกรณีที่อาจถือหรือทราบได้ว่าทรัพย์ใด เป็นทรัพย์ประธานโดยให้เจ้าของทรัพย์ประธรานเป็นเจ้าของทรัพย์ที่รวมกันเข้าแต่ผู้เดียว แต่ต้องใช้ค่าแห่งทรัพย์อื่นๆ ให้แก่เจ้าของทรัพย์นั้นๆ เช่น นายเอกเป็นเจ้าของล้อรถจักรยาน นายโทเป็นเจ้าของตัวรถจักรยาน ย่อมถือว่านายโทเป็นเจ้าของรถจักรยานและรวมทั้งล้อรถจักรยานด้วย แต่ต้องชดให้ราคาล้อรถจักรยานให้กับนายเอก
2) การได้มาโดยเข้าถือเอาซึ่งสังหาริมทรัพย์ไม่มีเจ้าของตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1318-1322
เป็นกรณีที่สังหาริมทรัพย์นั้นอาจเคยมีเจ้าของมาก่อนแต่เจ้า ของเลิกครอบครองโดยมีเจตนาสละกรรมสิทธิ์ เช่น การที่เจ้าของสนัขนำสุนัขไปปล่อย เป็นต้น โดยการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในสังหาริม ทรัพย์ที่ไม่มีเจ้าของเช่นนี้สามารถกระทำโดยการเข้ายึดถือหรือแสดงการหวงแหนด้วย เจตนาจะเอาเป็นของตน
นอกจากนี้ สัตว์ป่าในที่รกร้างว่างเปล่าหรือในที่น้ำสาธารณะหรือที่ดินที่น้ำของผู้อื่น แต่เจ้าของมิได้หวงแหน ย่อมเป็นสัตว์ไม่มีเจ้าของผู้ใดจับได้จึงเป็นการเข้าถือเอา และถือเป็นเจ้าของสัตว์นั้น แต่ต้องอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายหรือข้อบังคับอื่นๆ ด้วย อย่างไรก็ตามการที่บุคคลทำ ให้สัตว์ป่าที่ไม่มีเจ้าของบาดเจ็บแล้วติดตามไปย่อมถือเป็นการเข้าถือสัตว์ที่ไม่มีเจ้าของได้
3) การได้มาซึ่งของตกหาย ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดและ สังหาริมทรัพย์มีค่าซึ่งซ่อนหรือฝังไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1323-1328
1) การได้มาซึ่งของตกหาย
(1) ส่งมอบทรัพย์สินนั้นแก่ผู้ทำของหายหรือเจ้าของ หรือผู้มีสิทธิจะรับทรัพย์สินนั้นโดยมิชักช้า หรือ
(2) แจ้งแก่บุคคลดังกล่าวในข้อ (1) โดยไม่ชักช้า
(3) ส่งมอบทรัพย์สินนั้นให้ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่อื่นภายใน 3 วัน และแจ้งพฤติการณ์ตามที่ทราบ อันอาจเป็นเครื่องช่วนในการสืบหาตัวบุคคล ผู้มีสิทธิจะรับทรัพย์สินนั้น
สิทธิเรียกร้องเอารางวัลของผู้เก็บของได้ เมื่อได้ ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ผู้เก็บได้อาจเรียกเอารางวัลจากบุคคลผู้มีสิทธิจะรับทรัพย์สินนั้นเป็นจำนวนร้อยละ 10 แห่งค่าทรัพย์สินภายในราคาพันบาท และถ้าราคาสูงกว่านั้นขึ้นไปให้คิดให้อีกร้อยละ 5 ในจำนวนที่เพิ่มขึ้น
ถ้าผู้เก็บได้ส่งมอบทรัพย์สินแก่ตำรวจหรือพนักงาน เจ้าหน้าที่อื่นนอกจากจะต้องให้รางวัลผู้เก็บได้ตามอัตราดังกล่าวแล้วเจ้าของทรัพย์สิน ยังจะต้องเสียค่าธรรมเนียมอีกร้อยละ 2.5 ให้แก่กรมตำรวจหรือทบวงการอื่นๆ อีกด้วย แต่ค่าธรรมเนียมจำนวนนี้ ท่านจำกัดไว้ไม่ให้เกินร้อยบาทตามมาตรา 1324
ถ้าผู้เก็บได้ซึ่งทรัพย์สินหายได้ปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว และผู้มีสิทธิจะรับทรัพย์สินนั้นมิได้เรียกเอาภายใน 1 ปีนับแต่วันที่เก็บได้ไซร้ ท่านว่ากรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินนั้นตกแก่แผ่นดิน แต่ผู้เก็บได้มีสิทธิจะได้รับรางวัลร้อยละ 10 แห่งค่าของทรัพย์สินนั้นตามมาตรา 1325
สำหรับสังหาริมทรัพย์อันมีค่าซึ่งซ่อนหรือฝังไว้ถ้ามีผู้เก็บได้โดย พฤติการณ์ซึงไม่มีผู้ใดสามารถอ้างว่าเป็นเจ้าของได้ ท่านว่ากรรมสิทธิ์ตกเป็นของแผ่นดิน ผู้เก็บได้ต้องส่งมอบทรัพย์นั้นแก่ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่อื่นแล้ว มีสิทธิได้รับรางวัล 1 ใน 3 แห่งค่าทรัพย์นั้นตาม มาตรา 1328
นอกจากนี้ หากเป็นทรัพย์ที่ตกหรือทิ้งทะเล หรือทางน้ำ หรือน้ำซัดขึ้นฝั่งนั้น จะเป็นกรณีทรัพย์สินหายหรือไม่ก็ตาม อาจเป็นการทิ้งโดยจงใจ หรือทรัพย์สินพลัดตกไปโดยไม่รู้ แต่จะต้องมิใช่การที่สละกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้น ซึ่งต้องบังคับตามกฎหมายที่บัญญัติไว้ในเรื่องนั้นๆ เช่น พรบ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พศ.2456 มาตรา 128 และมาตรา 129
ในกรณีที่เป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดทรัพย์ที่ได้มา โดยกรกระทำความผิดหรือทรัพย์ที่เกี่ยวกับการกระทำผิดซึ่งถูกพนักงานเจ้าหน้าที่ยึด หรือเรียกให้ส่งมาโดยชอบด้วยกฎหมาย และเก็บรักษาไว้ในกรมของรัฐบาล ซึ่งกรณีนี้อาจจะ ไม่มีการฟ้องคดีหรือมีการฟ้องคดีแล้ว แต่ศาลมิได้พิพากษาให้ริบหรือได้มีคำสั่งให้คืนเจ้าของแล้ว หากเจ้าของไม่เรียกคืนเสียภายใน 1 ปี นับแต่วันส่งหรือวันที่ศาลมี่คำพิพากษาถึงที่สุดแล้วแต่กรณี หากเป็นกรณีทีไม่ทราบตัวเจ้าของกฎหมายให้รอไว้ 5 ปี จึงตกเป็นกรรมสิทธิของแผ่นดิน แต่หากเป็นทรัพย์สินที่เสียง่ายหรือการเก็บรักษาจะไม่คุ้มกับตัวทรัพย์ กรมที่เก็บทรัพย์นั้นอาจขายทอดตลาดทรัพย์นั้นแล้วเก็บเงินที่ขายได้ไว้จนกว่าจะครบ 1 ปี ในกรณีทราบตัวเจ้าของหรือในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด หรือ 5 ปี ในกรณีไม่ทราบตัวเจ้าของ ตามาตรา 1327
4) การได้มาซึ่งทรัพย์สินโดยสุจริตในพฤติ การณ์พิเศษ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1329-1332
มีหลักสำคัญในกฎหมายลักษณะทรัพย์อยู่เรื่องหนึ่งว่า "ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน" ซึ่งมีความหมายว่า ถ้าผู้โอนกรรมสิทธิ์ไม่อยู่ในฐานะจะโอนได้แล้ว ผู้รับโอนย่อมไม่มีทางได้กรรมสิทธิ์นั้นไป เช่น นายดำลักแหวนเพชรของนายขาวไปขายให้นายเหลือง เมื่อปรากฎว่านายเหลืองไม่มีสิทธิที่จะขายหรือโอนแหวนเพชรนั้น นายเหลืองย่อมไม่มีทางได้กรรมสิทธิ์ไป อย่างไรก็ตาม หลักกฎหมายดังกล่าวมีข้อยกเว้นว่า ในบางกรณีแม้ผู้โดนจะไม่มีสิทธิโอน แต่ผู้รับโอนก็ได้รับความคุ้มครอง กรณีดังกล่าวมีดังนี้
(1) ได้มาเพราะนิติกรรมอันเป็นโมฆียะ
มาตรา 1329 บัญญัติว่า "สิทธิของบุคคลผู้ได้มาซึ่งทรัพย์สิน โดยมีค่าตอบแทนและโดยสุจริตนั้นย่อมมิเสียไป ถึงแม้ว่าผู้โอนทรัพย์สินจะ ได้ทรัพย์สินนั้นมาโดยนิติกรรมอันเป็นโมฆียะ และนิติกรรมนั้นได้ถูกบอกล้างภายหลัง"
เช่นนายแดงผู้เยาว์ขายรถจักรยานยนต์ให้นาย ดำโดย ไม่ได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม นิติกรรมนี้ตกเป็นโมฆียะ ซึ่งอาจถูกบอกล้างในภายหลังได้ ต่อมานายดำ ได้ขายรถจักร ยายนต์คันนั้นให้แก่นายขาว ถ้านายขาว ไม่รู้ว่านายดำ ได้จักรยานยนต์นั้นมาโดยนิติกรรมที่เป็นโมฆียะ ก็ถือว่านายขาวได้จักรยานยนต์นั้นมาโดยมีค่าตอบแทนและโดยสุจริต หากต่อมาผู้แทน โดยชอบธรรมของผู้เยาว์บอกล้างนิติกรรมครั้งแรก ระหว่างนายแดงผู้เยาว์กับนายดำ ถือว่านิติกรรมระหว่างผู้เยาว์และนายดำนั้นตกเป็นโมฆะ แต่ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์จะเรียกรถจักรยานยนต์คันนั้นคืนจากนายขาวมิได้ เพราะนายขาวสามารถกล่าวอ้างตาม มาตรา 1329 ได้ว่าตนได้ทรัพย์นั้นมาโดยมีค่าตอบแทนและโดยสุจริต
(2) ได้มาเพราะซื้อทรัพย์สินโดยสุจริต
ก) ซื้อทรัพย์สินโดยสุจริตจากการขายทอดตลาดตาม คำสั่ง ศาลหรือคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ตาม มาตรา 1330 แม้ภายหลังจะปรากฎว่าทรัพย์นั้นไม่ใช่ของจำเลยหรือลูกหนี้ตาม คำพิพากษาหรือผู้ล้มละลายก็ตามสิทธิของผู้ซื้อโดยสุจริตมิเสียไป กล่าวคือ ผู้ซื้อได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นเด็ดขาดเจ้าของจะเรียกคืนมิได้เพราะ การขายทอดตลาดโดยคำสั่งศาลหรือคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายนั้น ศาลหรือเจ้าพนักงานได้ไต่สวนดูอย่างรอบคอบแล้วว่าทรัพย์ที่จะสั่งขายนั้นเป็น ของจำเลยโดยแท้จริงแล้ว และการขายทอดตลาดโดยคำสั่งศาลหรือ คำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลานนั้น เป็นวิธีการเปิดเผยที่จะให้โอกาสบุคคลภายนอกโต้แย้งคัดค้านได้ถ้าทรัพย์สินนั้นไม่ใช่ของจำเลย
การซื้อโดยสุจริตนี้ จะต้องเป็นไปโดยสุจริตก่อน จะซื้อหรือขณะซื้อทรัพย์สินนั้น แม้ภายหลังจะรู้ว่าทรัพย์สินนั้นมิใช่ของจำเลยตามคำพิพากษา หรือมิใช่ของบุคคลล้มละลาย ในกรณีที่ขายทอดตลาดตามคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายก็ตาม ก็ถือว่าผู้ซื้อได้ซื้อทรัพย์สินนั้นโดยสุจริตตามหลักของมาตรา 1330 แล้ว
ข) ได้เงินตรามาโดยสุจริต มาตรา 1331 บัญญัติว่า "สิทธิของบุคคลผู้ได้เงินตรามาโดยสุจริตนั้น ท่านว่ามิเสียไป ถึงแม้ภายหลังจะ พิสูจน์ได้ว่าเงินนั้นมิใช่ของบุคคลซึ่งได้โอนให้มา"
คำว่า "เงินตรา" หมายความถึง สิ่งที่กฎหมายบัญญัติ รับรองให้เป็นสิ่งที่ชำระหนี้กันได้ตามกฎหมาย เช่น ธนบัตร เหรียญห้าบาทเหรียญบาท เหรียญสลึง สตางค์
เงินตราตามมาตรา 1331 นี้ หมายถึงเงินตราของไทย เท่านั้นไม่ใช่เงินตราต่างประเทศ เพราะเงินตราต่างประเทศไม่สามรถเป็นสิ่งชำระหนี้ได้ตามกฎหมายไทย
สิทธิของผู้ได้เงินตรามาที่จะกล่าวอ้างตามมาตรา 1331 ได้นั้น จะต้องได้เงินตรามาโดยสุจริต ความสุจริตนั้นหมายถึงว่า ก่อนที่จะรับโอนหรือขณะที่รับโอนหรือแม้จะรับโอนในภายหลังก็ตาม ก็ยังถือว่า อยู่ในฐานะที่สุจริตตามมาตรา 1331 และผู้รับโอนคนต่อๆมากี่ทอดๆ แม้จะรู้หรือไม่รู้ถึงว่าเงินนั้นไม่ใช่เงินของผู้โอนครั้งแรกก็ตาม ก็ถือว่าย่อมได้สิทธิเพราะได้รับโอนจากผู้มีสิทธิโอนให้โดยชอบแล้ว
ค) ซื้อทรัพย์สินโดยสุจริตจากากรขายทอด ตลาด หรือในท้องตลอดหรือจากพ่อค้าซึ่งขายของชนิดนั้น มาตรา 1322 บัญญัติว่า "บุคคลผู้ซื้อทรัพย์สินมาโดยสุจริตในการขายทอดตลาด หรือในท้องตลาด หรือจากพ่อค้าซึ่งขายของชนิดนั้น ไม่จำต้องคืนให้แก่เจ้าของแท้จริง เว้นแต่เจ้าของจะชดใช้ราคาที่ซื้อมา"
ผู้ซื้อทรัพย์สินโดยสุจริต หมายถึง ไม่รู้ว่าทรัพย์สินนั้น ไม่ใช่ของผู้ที่ขายให้หรือผู้ขายให้ไม่มีสิทธิที่จะนำมาขายให้คนอื่นๆ เช่นทรัพย์ที่ถูกขโมยหรือถูกยักยอกมาขายให้คนอื่น
มาตรา 1332 นี้ มิได้ให้สิทธิแก่ผู้ซื้อที่จะได้สิทธิไปเลย ทีเดียวเพียงแต่กำหนดให้ผู้ซื้อไม่จำต้องคืนแก่เจ้าของที่แท้จริง เว้นแต่เจ้าของ จะชดใช้ราคาที่ซื้อมาเท่านั้น ดังนั้น สิทธิที่ผู้ซื้อจะพึงมีพึงได้นั้น คือสิทธิที่จะยึดทรัพย์สินที่ซื้อมาเท่านั้น ไม่มีกรรมสิทธิ์ใดๆ ถ้าเจ้าของทรัพย์สินยอมชด ใช้ราคาที่ซื้อมาก็จำต้องคืนเพราะมาตรา 1322 บัญญัติบังคับให้ต้องคืนแก่เจ้าของ
5) การได้มาโดยอายุความ ตามประมวล กฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา 1333
เป็นการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่มีผู้ครอง กรรมสิทธิ์อยู่แล้ว โดยการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ โดยอายุความนี้เป็นกรณีตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 1382 ถึงมาตรา 1386 คือการครอบครองปรปักษ์
การครอบครองปรปักษ์ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 บัญญัติว่า "บุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้ โดยความสงบและ โดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติด ต่อกันเป็นเวลาสิบปี ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาห้าปีไซร้ ท่านว่าบุคคล นั้นได้กรรมสิทธิ์"
ตามมาตรานี้เป็นการได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน ของผู้อื่นโดยการครอบครองที่กฎหมาย เรียกว่า การครอบครองปรปักษ์ อย่างไรโดยการที่จะอ้างว่าได้กรรมสิทธิ์นั้น จะต้อง ปรากฎว่าเป็นทรัพย์สินที่มีเจ้าของซึ่งเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ ถ้าทรัพย์สินนั้น เจ้าของมีเพียงสิทธิครอบครอง เช่น ที่ดิน นั้นยังไม่แบ่งโฉนดมีเพียงสิทธิครองครองซึ่งเรียกว่าที่ดินมือเปล่า แม้จะมีการครอบครองเป็นเวลานานเท่าใดก็ตาม ก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์
วิธีการครอบครองปรปักษ์ จะต้องได้ความครบตามที่ มาตรา 1382 บัญญัติไว้ กล่าวคือ
1. ครอบครองโดยความสงบ การครอบครอง มีความว่า ได้เข้ายึดถือทรัพย์สินดังกล่าว เช่น เข้าไปทำนาก็ถือได้ว่าครอบครองหรือยึดที่นาแล้ว
ส่วนคำว่า "โดยความสงบ" หมาย ความว่า เจ้า ของเขามิได้ยื้อแย่งเอาคืนหรือไม่ได้ถูกฟ้องร้อง เป็นต้น ตราบใดที่ยังไม่สงบ คือถูกยื้อแย่งเอาคืนหรือถูกฟ้องร้องแล้วก็เริ่มนับอายุความมาตรา 1382 มิได้
2. โดยเปิดเผย หมายความว่ามิได้มีการปิดบังหรือซ่อนเร้น เช่น เข้าไปครอบครองเฉพาะในเวลากลางคืน จะถือว่าเป็นการครอบครองโดยเปิดเผยมิได้
3. ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ หมายความว่า ต้องเป็นการ ยึดทรัพย์สินนั้นโดยมิใช้เป็นการยึดถือไว้แทนผู้อื่น อย่างไรก็ดี ถ้าผู้ครอบครอง ไม่มีเจตนาเป็นเจ้าของแล้วก็ไม่ได้กรรมสิทธิ ซึ่งเรื่องนี้ต้องดูพฤติการณ์เป็นเรื่องทั่วๆ ไปตัวอย่างเช่น ปลูกบ้านแล้วหลังคาล้ำ เข้าไปในที่ดินของผู้อื่น ไม่อาจถือได้ว่ามีเจตนาจะครอบครองที่ใต้ชายคานั้นโดยปรปักษ์ หรือที่ดินของ เขามีเนื้อที่เพียงพอที่จะทำนาหรือทำสวนได้ ดังนั้น เพียงแต่เอารถไปจอดเพื่อล้างรถ หรือเพื่อจดรถเท่านั้น จะถือว่ามีเจตนาจะเป็น เจ้าของในที่ดินนั้นไม่ได้
เมื่อมีการครอบครองนั้นครบองค์ประกอบ 3 ประการดังกล่าวแล้ว ก็มาดูว่า ทรัพย์ที่ครอบครองเป็นทรัพย์ประเภทไหน ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้ ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี หรือสังหาริมทรัพย์เป็นเวลา 5 ปีติดต่อกัน บุคคลนั้นจะได้กรรมสิทธิทันที
อย่างไรก็ตาม ถ้าการครอบครองนื้นมีขาดตอนจะนับเวลาครอบครองอย่างไร เช่น ครอบครอง 2 ปี แล้ว ต้องไปต่างจังหวัดเสีย 6 เดือน จะถือว่าการครอบ ครองขาดตอนหรือไม่ นับ 2 ปี ที่ผ่านมาแล้ว และเริ่มนับระยะเวลาครอบครองใหม่หรือไม่ เรื่องนี้มาตรา 1384 บัญญัติว่า "ถ้าผู้ครอบครองขาดการยึดถือทรัพย์สินโดยไม่สมัคร และได้คืนภายในเวลา 1 ปีนับตั้งแต่การยึดถือหรือได้คืนโดยฟ้องคดีภายในกำหนดนั้นไซร้ ท่านห้ามมิให้ถือ ว่าการครอบครองสะดุดหยุดลง" ทั้งนี้เพราะว่าหากมีการขาดการยึดถือ ทรัพย์สินและได้คืนการครอบครองภายในเวลา หนึ่งปีนับแต่วันขาดการยึดถือหรือได้คืนโดยฟ้องคดีภายในหนึ่งปี ไม่ถือว่าการ ครอบครองสะดุดหยุดลงแต่ถือว่าเป็นการครอบครองติดต่อมิได้ขาดตอน อย่างไรก็ตาม การขาดการยึดถือนั้น จะต้องเป็นการขาดยึดถือทรัพย์สินโดย ไม่สมัครใจเป็นสำคัญ เช่น ถูกแย่งการครอบครองไป หรือมีเหตุสุดวิสัยทำให้ผู้ครอบครองต้องพ้นจากการครอบครอง เช่นเป็นข้าราชการแต่ถูกส่งไปต่างประเทศและได้กลับมาภายในเวลา 1 ปี ไม่ถือว่าจากการยึดถือ
ส่วนกรณีไปบวช ไปศึกษาต่อต่างประเทศ ถือว่าเป็นการสมัครใจขาดการยึดถือ จึงนับเป็นการขาดการยึดถือได้
ตัวอย่าง ก. ครอบครองที่นาโดยเปิดเผยสงบและด้วยเจตนาเป็นเจ้า ของโดยสุจริตเพื่อทำนา ต่อมาเดือนตุลาคมน้ำท่วมทำนาไม่ได้ ก. ขาดการครอบครองไปถือว่าไม่สมัครใจ ต่อมาอีก 6 เดือน น้ำลด ก. มาครอบครองทำนาต่อถือว่า ก. ครอบครอง ติดต่อกันอยู่มิขาดตอน
ปัญหาว่า หาก ก. ครอบครองแล้วต่อมาไม่ครอบครองอีกต่อไป ข.เข้า มาครอบครองต่อจะขอนับเวลาที่ ก. ได้ครอบครองแล้วมานับรวมกับระยะเวลาที่ ข.ครอบครอบจะได้หรือไม่ ในเรื่องนี้ มาตรา 1385 ได้บัญญัติว่า "ถ้าโอนการครอบครองแก่กัน ผู้รับโดนจะนับเวลา ซึ่งผู้โอนครอบครองอยู่ก่อนนั้นรวมเข้ากับเวลาของตนเอง ก็ได้ ถ้าผู้รับโอนนับรวม เช่นนั้นและถ้ามีข้อบกพร่องในระหว่างการครอบครองของ ผู้โอนไซร้ ท่านว่าข้อบกพร่องนั้นอาจถูกยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ผู้รับโอนได้"
การที่จะนับระยะเวลาการครอบครองครั้งก่อนติดต่อหรือรวมกับ การครอบครองของตนได้ ตามมาตรา 1385 จะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ดังนี้คือ
1) การครอบครองครั้งก่อนนั้นจะต้องเป็นการครอบครองโดย ความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตามมาตรา 1382 และ
2) ต้องเป็นการโอนการครอบครอง เช่น การมอบการ ครอบ ครองให้โดยการให้หรือซื้อขายหรือรับมรดกก็คือเป็นการโอนการครอบครอง แต่หากเป็นกรณีที่หากผู้ครอบครองก่อนสละการครอบครองเฉยๆ หรือมีการแย่งการ ครอบครองผู้ที่ครอบครองต่อมาจะนับเวลาครอบครองต่อไม่ได้
ตัวอย่าง ก. ครองครองปรปักษ์ที่ดินมา 7 ปี แล้วเลย ครอบครองต่อไป ข. จึงเข้าครอบครองต่อ ดังนี้ ข. จะนับเวลา 7 ปี ต่อกับ ก. ได้ครอบครองมานับ รวมกันมิได้
หรือ ก. ครอบครองปรปักษ์ที่ดินนั้นมา 8 ปี ดังนั้น ข. จะนับระยะเวลา 8 ปี ตนก่อนมาเข้ารวมเข้ากับการครอบครองของตนมิได้
นอกจากนี้ ผู้โอนการครอบครองมีข้อบกพร่องอย่างไร ข้อบกพร่องย่อมตกทอดมายังผู้รับโอนในการนับรวมระยะเวลานั้นด้วย เช่น ครอบครองมา 3 ปี แล้ว ขาดการครอบครองไป 2 ปี กลับมาครอบครองอีก 4 ปี แล้วโดยการครอบครองให้ ข. นับเวลาของ ก. ได้เพียง 4 ปี เท่านั้น
6) การได้มาซึ่งที่ดินรกร้างว่างเปล่า ที่ดินซึ่งมีผู้เวนคืน หรือทอดทิ้ง หรือกลับมาเป็นของแผ่นดินโดยประการอื่นตามกฎหมายที่ดิน ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1334
เป็นกรณีที่ดินนั้นถือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตามมาตรา 1304 (1) โดยหลักแล้วจะได้กรรมสิทธิ์โดยนิติกรรมหรืออายุความมิได้ นอกจากจะเข้ากรณีตามที่กฎหมายที่ดินบัญญัติไว้ ตาม พ.ร.บ ออกโฉนดที่ดินตั้งแต่ พ.ศ. 2497 ซึ่งประมวลกฎหมายที่ดินอาจให้ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการจัดสรรของรัฐตามมาตรา 27,29 ถึง 33
6.2 สิทธิครอบครอง
สิทธิครอบครองเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่ง เป็น สิทธิที่บุคคลมีอยู่ในทรัพย์สิน ในอันที่จะยึดถือทรัพย์สินนั้นเพื่อตน โดยจะยึดถือไว้เอง หรือจะให้ผู้อื่นถือทรัพย์สินนั้นไว้ให้ก็ได้ และเมื่อบุคคลใดยึดถือทรัพย์สินไว้โดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตน บุคคลนั้นย่อมได้ซึ่งสิทธิครอบครอง
สิทธิครอบครองมิใช่กรรมสิทธิ์ แต่เป็นสิทธิที่มีผล ตามกฎหมายรองลงมาจากกรรมสิทธิ ดังต่อไปนี้
6.2.1 ผู้มีสิทธิครอบครองมีสิทธิในการปลด เปลื้อง การรบกวนการครอบครองโดยมิชอบด้วยกกฎหมาย โดยอาจเป็นการส่งเสียงรบกวน หรือเป็นการขัดขวางต่อการใช้ทรัพย์สินของผู้มีสิทธิครอบครอง สิทธิที่จะให้ปลดเปลื้องการรบกวนนั้น ผู้มีสิทธิครอบครองย่อมกระทำได้ทันทีโดยมิต้องฟ้องร้องต่อศาล แต่ถ้าผู้รบกวนยังขัดขืนหรือโต้แย้งสิทธิอยู่ผู้มีสิทธิครอบครองต้องใช้สิทธิทาง ศาลจะกระทำการเองโดยพลการมิได้ และการใช้สิทธิทางศาลนอกจากจะขอให้ ปลดเปลื้องการรบกวนที่เกิดขึ้นแล้ว ยังขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามมิให้กระทำการรบกวนได้อีก โดยการใช้สิทธิทางศาลในการ ฟ้องคดีเพื่อปลดเปลื้องการรบกวนนั้นต้องฟ้องภายในหนึ่งปีนับแต่เวลาถูกรบกวน ตามมาตรา 1374
6.2.2 ผู้มีสิทธิครอบครองมีสิทธิเรียกเอาการ ครอบครองคืนจากผู้ที่แย่งการครอบครองโดยมิชอบ การแย่งการครอบครองนั้นอาจ เป็นการแย่งการครองครองทรัพย์สินนั้นอยู่ก่อนแล้วก็ได้ โดยเมื่อผู้ครอบครองถูกแย่งการครอบครอง ต้องใช้สิทธิฟ้องคดีเพื่อเรียกคืนการครอบ ครองภานในหนึ่งปีนับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครอง
6.2.3 ผู้มีสิทธิครอบครองมีสิทธิได้ดอกผล จาก การที่ผู้แย่งการครอบครองส่งทรัพย์สินคืนแก่ผู้มีสิทธิครอบครอง หรือผู้มีสิทธิกครอบ ครองจำต้องส่งทรัพย์คืนแก่ผู้มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ โดยถ้าผู้ต้องคืนได้ทรัพย์สินไปโดยสุจริตคงต้องคืนทรัพย์สินแต่เพียงเท่าที่เป็นอยู่ใน ขณะคืนและหากต้องเสียค่าใช้จ่ายในการำรุงรักษา หรือซ่อมแซมอย่างใดเกี่ยวกับทรัพย์สินนั้นก็มีสิทธิเรียกคืนได้ และดอกผลที่ได้ระหว่าง ทรัพย์สินยังอยู่กับตนนั้นก็ไม่ต้องคืนให้ แต่ถ้าผู้ต้องคืน ได้ทรัพย์สินไปโดยทุจริตต้องคืนทรัพย์ในสภาพเดิมที่ตนได้ไป หากทรัพย์สินสูญหาย บุบสลาย ก็ต้องใช้ราคาจนครบและดอกผลที่เกิดขึ้นระหว่างใช้ทรัพย์สิน ก็ต้องคืนไปกับทรัพย์สินด้วย
6.2.4 ผู้มีสิทธิครอบครองมีสิทธิโอนสิทธิครอบ ครองได้โดยการส่งมอบทรัพย์สินที่ครอบครองหรือถ้าผู้รับโอนสิทธิครอบครอง หรือผู้แทนได้ยึดถือทรัพย์สินนั้นอยู่แล้ว การโอนสิทธิครอบครองย่อมกระทำได้โดยแสดงเจตนา หรือหากผู้โอนยังยึดถือทรัพย์สิน นั้นอยู่การโอนสิทธิครอบครองอาจกระทำได้โดยแสดงเจตนาว่าต่อไปจะยึดถือ ทรัพย์สินนั้นแทนผู้รับโอนหรือตัวแทนผู้รับโอน ตลอดจนถ้าผู้มีสิทธิครอบครอง สละเจตนาครอบครองหรือไม่ยึดถือทรัพย์สินต่อไปอีกแล้ว สิทธิครอบครองย่อมสิ้นสุดลงและต่อจากนั้นถ้าผู้ใดเข้ายึดถือทรัพย์สินนั้นด้วยเจตนายึดถือ เพื่อตนผู้นั้นย่อมได้สิทธิครอบครองไปทันที
6.3 ภาระจำยอม
ภาระจำยอมเป็นทรัพย์สินสิทธิชนิดหนึ่งที่มาจำกัดตัดทอนอำนาจ กรรมสิทธิ์แห่งเจ้าของอสังหาริมทรัย์ให้ลดน้อยลงไป โดยเจ้าของทรัพย์ต้องยอม รับกรรมบางอย่างซึ่งกระทบถึงทรัพย์สินของตน หรือต้องงดเว้นการ ใช้สิทธิบางอย่างอันมีอยู่ในกรรมสิทธิ์ทรัพย์นั้น เพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์อื่น
การได้มาซึ่งภาระจำยอม มี 2 ประการ
6.3.1 ได้มาโดยนิติกรรม คือ ด้วยความตกลงซึ่งจะต้อง ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน เช่น เจ้าของที่ดินแปลงหนึ่งตกลงยินยอมให้เจ้าของ ที่ดินอีกแปลงหนึ่งใช้ทางผ่านที่ตน เป็นต้น
6.3.2 ได้มาโดยอายุความ เช่น เจ้าของที่ดินแปลง หนึ่งเดินผ่านที่ดินอีกแปลงหนึ่งเป็นเวลา 10ปีขึ้นไป เป็นต้น
6.4 สิทธิอาศัย
สิทธิอาศัยเป็นทรัพย์สิทธิชนิดหนึ่ง กล่าวคือ บุคคล ใดได้รับสิทธิอาศัยในโรงเรือนของบุคคลอื่น บุคคลนั้นย่อมมีสิทธิอยู่ในโรงเรือนนั้นโดยไม่ต้องเสียค่าเช่า
สิทธิอาศัยเป็นนิติกรรมอันเกี่ยวด้วยทรัพย์สินในอสังหาริมทรัพย์ ฉะนั้น จึงต้องทำเป็นหนังสือจดทะเบียน ไม่ใช่อนุญาตด้วยวาจาเท่านั้น และจะก่อให้เกิดโดยมีกำหนดเวลาหรือตลอดชีวิตผู้อาศัยก็ได้
6.5 สิทธิเหนือพื้นดิน
สิทธิเหนือพื้นดินเป็นทรัพย์สิทธิชนิดหนึ่ง ซึ่งเจ้า ของที่ดินอาจก่อให้เกิดขึ้นเป็นคุณ แก่บุคคลอื่น โดยให้บุคคลนั้นมีสิทธิเป็นเจ้าของโรงเรือนสิ่งปลูกสร้างหรือสิ่งเพาะ ปลูกบนดินหรือใต้ดินนั้น
สิทธิเหนือที่ดินเกิดขึ้น เช่น เจ้าของที่ดินทำเป็นหนังสือ และจดทะเบียนอนุญาตให้ผู้อื่นมาสร้างบ้านเรือนบนที่ดินของตน โดยผู้ปลูกสร้าง โรงเรือนเป็นผู้มีกรรมสิทธิในบ้านเรือนนั้นตลอดไป เป็นต้น
สิทธิเหนือพื้นดินจะก่อให้เกิดขึ้นโดยกำหนดเวลา หรือตลอดชีวติของที่ดิน หรือตลอดชีวิตผู้ทรงสิทธิเหนือพื้นดินนั้นก็ได้ นอกจากนี้สิทธิเหนือพื้นดินยังอาจโอนและรับมรดกกันได้อีกด้วย
6.6 สิทธิเก็บกิน
สิทธิเก็บกินเป็นทรัพย์สิทธิหนึ่ง ซึ่งผู้ทรงสิทธิมีแต่เพียงสิทธิ ครอบครองใช้และถือเอาประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น โดยกำหนดเวลาหรือตลอดชีวิตของผู้ทรงสิทธิก็ได้ โดยมากมักจะเป็นที่เรื่องบิดามารดายกที่ให้บุตร แต่กลัวจะเนรคุณจึงให้บุตรทำหนัง สือจดทะเบียนให้บิดามารดายกที่ให้บุตรและถือเอาประโยชน์ เช่น เก็บค่าเช่าในที่ดินนั้นต่อไป ส่วนที่ดินนั้นบิดาได้ทำหนังสือจดทะเบียนโอนให้บุตรไปแล้ว เป็นต้น
สิทธิเก็บกินนี้ ถ้าผู้ทรงสิทธิถึงแก่ความตาย สิทธิก็เป็นอันสิ้นไปด้วยเสมอ
6.7 ภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์
ภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์เป็นทรัพย์สิทธิชนิดหนึ่ง ซึ่งรองลงมาจากสิทธิเก็บกิน กล่าวคือ เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ยังคงครอบครองทรัพย์นั้นอยู่ แต่มีหน้าที่ต้องแบ่งปันผลประโยชน์ในทรัพย์สินนั้นไปให้บุคคลอีกคนหนึ่ง คือผู้รับประโยชน์
ตัวอย่าง ลูกหนี้เจ้าของห้องแถวทำหนังสือและจดทะเบียน ยอมให้เจ้าหนี้มีสิทธิในค่าเช่าห้องแถวของตน เป็นต้น
7. ข้อแตกต่างระหว่างบุคคลสิทธิและทรัพย์สิทธิ
7.1 ทรัพย์สิทธิมีวัตถุแห่งสิทธิเป็นทรัพย์สินหรือเป็นสิทธิที่มีอยู่เหนือตัวทรัพย์บังคับเอากับทรัพย์นั้นโดยตรง ส่วนบุคคลสิทธินั้นวัตถุแห่งสิทธิเป็นการกระทำหรืองดเว้นกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งโดยตรง หรือส่งมอบทรัพย์สินวัตถุแห่งสิทธิเหนือตัวบุคคลหรือผู้สืบสิทธิหรือทายาท
7.2 ทรัพย์สิทธิก่อตั้งขึ้นด้วยอำนาจกฎหมายโดยตรง กล่าวคือ กฎหมายจะต้องบัญญัติรับรู้ไว้ ส่วนบุคคลสิทธิก่อตั้งขึ้นด้วยสัญญาและนิติเหตุ คือ ละเมิด จัดการงานนอกสั่ง หรือลาภมิควรได้
7.3 ทรัพย์สิทธิก่อให้เกิดหน้าที่แก่บุคคลทั่วไป กล่าวคือ บุคคลทั่วๆ ไปจะต้องยอมรับไม่รบกวนสิทธิของเจ้าของในอันที่จะครอบครองทรัพย์สินโดยปกติสุข ส่วนบุคคลสิทธิเป็นหน้าที่ของลูกหนี้ที่จะกระทำหรืองดเว้นกระทำการตามความผูกพันที่ตนได้ก่อให้เกิดหนี้ขึ้น
7.4 ทรัพย์สิทธิไม่อาจสิ้นสุดไปด้วยการไม่ใช้ เช่น เรามีสิทธิอยู่ในของสิ่งหนึ่งอยู่ แม้เราจะทิ้งของนั้นไว้โดยไม่ใช้นานเท่าใดก็ดี ทรัพย์สิทธิคือกรรมสิทธิของเรานั้นยังคงอยู่แก่เราเสมอ ยกเว้นภาระจำยอมและภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์ซึ่งกฎหมายกำหนดว่าถ้าไม่ใช้ 10 ปี ทรัพย์สิทธินี้จะหมดไป ส่วนบุคคลสิทธินั้น ถ้าเจ้าหนี้เพิกเฉยไม่บังคับเสียภายในระยะเวลากฎหมายกำหนดไว้ ก็เป็นขาดอายุความห้ามมิให้ฟ้องร้อง เช่น เมื่อมีใครมายืมเงินเราไป ถ้าเราไม่ฟ้องร้องให้เขาใช้ภายใน 10 ปี นับแต่หนี้ถึงกำหนดชำระ เราก็ย่อมฟ้องลูกหนี้นั้นไม่ได้
แหล่งข้อมูล http://e-book.ram.edu
วันพุธที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2555
ติดคุกง่ายๆ ถ้าไม่รู้กฏหมาย ICT
ติดคุกง่ายๆ ถ้าไม่รู้กฏหมาย ICT
วันอาทิตย์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2555
สราวุธ เบญจกุล
รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม
ศาลเป็นหนึ่งในอำนาจอธิปไตยซึ่งพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง เว้นแต่คดีที่มีรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น ทั้งนี้ศาลยุติธรรมจะต้องดำเนินการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 197 คือต้องเป็นไปโดยยุติธรรม ตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย และในพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์
อย่างไรก็ดี การจะพิจารณาพิพากษาอรรถคดีให้เป็นไปโดยยุติธรรมได้นั้น ผู้พิพากษาต้องมีอิสระเพื่อให้การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเป็นไปโดยถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม และต้องไม่ถูกแทรกแซงการใช้อำนาจจากบุคคลหรือองค์กรใด ซึ่งหลักความเป็นอิสระของผู้พิพากษานั้นมีการรับรองไว้ทั้งตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
ตามหลักการแบ่งแยกอำนาจกำหนดให้มีการแบ่งแยกอำนาจตุลาการออกจากอำนาจของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติเพื่อให้มีการดุลและคานกัน ทำให้ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติไม่สามารถมีอำนาจในการให้คุณให้โทษฝ่ายตุลาการได้ ในการแต่งตั้ง การพ้นจากตำแหน่ง การเลื่อนตำแหน่ง การเลื่อนเงินเดือน และการลงโทษผู้พิพากษาจะต้องได้รับความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม
นอกจากนี้ผู้พิพากษาต้องมีความเป็นกลาง และสามารถใช้ดุลพินิจในการมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมายได้อย่างเหมาะสม โดยพิจารณาจากบทบัญญัติของกฎหมายและพยาน หลักฐานที่เกี่ยวข้อง จากการรับรองหลักความเป็นอิสระของตุลาการ เพื่อให้ผู้พิพากษาสามารถพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเพื่ออำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนได้อย่างเต็มที่นี้เอง จึงเป็นหลักการสากลที่ว่าผู้พิพากษาได้รับความคุ้มกันจากการใช้อำนาจตุลาการ (Judicial Immunity)
หลักความคุ้มกันจากการใช้อำนาจตุลาการเป็นแนวคิดอันมีที่มาจากประเทศที่ใช้ระบบกฎหมาย Common Law โดยมีรากฐานมาจากแนวคิดของประเทศอังกฤษ ที่ว่า “the King can do no wrong” ซึ่งมีหลักการในการให้เอกสิทธิ์และความคุ้มครองแก่พระมหากษัตริย์และ ผู้ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้พระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ เช่นตุลาการ เพราะพระมหากษัตริย์ไม่ต้องรับผิดชอบทั้งทางการเมืองและตามกฎหมายใด ๆ ไม่ว่าจะในฐานะส่วนพระองค์หรือ ในฐานะประมุขของรัฐและไม่อาจถูกฟ้องร้องดำเนินคดีได้
จากแนวคิดดังกล่าวนี้เอง ต่อมาจึงได้มีการพัฒนามาเป็นหลักความคุ้มกันจากการใช้อำนาจตุลาการ เพราะผู้พิพากษาถือเป็นบุคคลที่ใช้อำนาจตุลาการภายใต้พระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความคุ้มกันทางกฎหมายแก่ผู้พิพากษาหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องในการพิจารณาพิพากษาคดี จากการถูกดำเนินคดีในการใช้อำนาจทางตุลาการซึ่งกระทำในพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ เพื่อให้ผู้พิพากษาสามารถพิจารณาคดีได้อย่างเป็นธรรม โดยไม่จำต้องกังวลถึงภยันตรายที่อาจเกิดขึ้นนอกเหนือจากการกระทำตามอำนาจหน้าที่ของตน ในขณะเดียวกันก็เพื่อปกป้องผู้พิพากษาจากการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมายของผู้ที่อาจเสียประโยชน์จากคำพิพากษา
สำหรับในประเทศสหรัฐอเมริกา ศาลฎีกาในสหรัฐอเมริกาในคดี Randall v Brigham, 74 US (7 Wall.) 523 (1868) ได้เคยมีคำพิพากษาในกรณีผู้พิพากษามีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตว่าความของทนายความ ทนายความผู้นั้นจึงฟ้องผู้พิพากษา ศาลฎีกามีคำพิพากษาว่าทนายความไม่สามารถฟ้องผู้พิพากษาได้ เพราะผู้พิพากษาไม่ต้องรับผิดหากเป็นการใช้อำนาจทางตุลาการ เว้นแต่ว่าการใช้อำนาจดังกล่าวจะเป็นการใช้อำนาจโดยทุจริตหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย
แม้ผู้พิพากษาจะได้รับความคุ้มกันจากการใช้อำนาจตุลาการ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า การใช้อำนาจดังกล่าวจะไม่มีขอบเขตจำกัด หรือไม่สามารถตรวจสอบความชอบธรรมได้ ผู้พิพากษาจึงไม่อาจใช้อำนาจได้ตามความพอใจของตน การตรวจสอบการใช้อำนาจทางตุลาการของผู้พิพากษาสามารถกระทำได้หลายวิธี เช่น การอุทธรณ์ ฎีกา อันเป็นวิธีการตรวจสอบดุลพินิจในการรับฟ้องพยานหลักฐานและการทำคำพิพากษาโดยให้คู่ความฝ่ายที่ไม่พอใจคำพิพากษา สามารถใช้สิทธิอุทธรณ์ ฎีกาต่อศาลสูงซึ่งได้แก่ ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ผู้มีหน้าที่กลั่นกรองคำพิพากษาของศาลล่างอีกชั้นหนึ่ง อันเป็นสิทธิของคู่ความตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความเป็นต้น
นอกจากหลักการตรวจสอบการใช้อำนาจตุลาการตามลำดับชั้นศาลแล้ว ผู้พิพากษาอาจถูกตรวจสอบการใช้อำนาจตุลาการได้หากผู้พิพากษาผู้นั้นได้กระทำความผิดวินัย แต่องค์กรที่ทำหน้าที่พิจารณาเรื่องทางวินัยของผู้พิพากษานั้นมีรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ชัดเจนในมาตรา 220 ว่าให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ซึ่งประกอบด้วยประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากศาลฎีกา 6 คน ศาลอุทธรณ์ 4 คน ศาลชั้นต้น 2 คน และกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒซึ่งวุฒิสภาเลือกจากบุคคลที่ไม่เป็นข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม 2 คน
ก.ต. จึงมีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบผู้พิพากษาทางวินัย โดยการให้ความเห็นชอบในการเลื่อนตำแหน่ง การเลื่อนเงินเดือน และการลงโทษผู้พิพากษาในศาลยุติธรรม และการให้ความเห็นชอบดังกล่าวของ ก.ต. ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลดังกล่าว
การได้รับความคุ้มกันจากการใช้อำนาจตุลาการนั้นมีขอบเขตจำกัด ผู้พิพากษา จะได้รับความคุ้มครองก็ต่อเมื่อได้กระทำภายในกรอบอำนาจหน้าที่ทางตุลาการของตนเท่านั้น เว้นแต่ว่าการใช้อำนาจดังกล่าวจะเป็นการใช้อำนาจโดยทุจริตหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย หากเป็นการกระทำนอกกรอบอำนาจหน้าที่ หรือเป็นการกระทำความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ เช่นการเรียกรับสินบน ผู้พิพากษาย่อมต้องรับผิดในการกระทำของตนโดยอาจถูกดำเนิน คดีอาญาได้
ดังนั้น ความอิสระและเป็นกลางของศาลยุติธรรม เป็นหลักการสำคัญของสังคมประชาธิปไตย ที่จะนำมาซึ่งความปลอดภัยและมั่นคงในสังคม ทั้งยังเป็นการเคารพหลักสิทธิมนุษยชนที่ให้สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมอีกด้วย
ที่มา : manager.co.th
ล่วงละเมิดทางเพศ (ข่มขืน - อนาจาร)
ล่วงละเมิดทางเพศ ( ข่มขืน - อนาจาร ) เกิดจากความต้องการทางเพศของฝ่ายตรงข้าม
( โดยเฉพาะผู้ชาย ) ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการกระทำที่ผู้ใหญ่ชอบร่วมเพศกับเด็กอายุระหว่าง
๑๐ - ๑๖ ปี ไม่ว่าจะเป็นเด็กผู้หญิงหรือผู้ชาย
ล่วงละเมิดทางเพศ ( ข่มขืน - อนาจาร ) มีทั้งข่มขืนผิดกฎหมาย ข่มขืนถูกกฎหมาย และกฎหมาย
ไม่สามารถเอาผิด ติดคุกได้ เราจะบอกให้รู้ทั้ง ๓ แบบ จะได้เอาไว้ป้องกันตัว หรือผู้ที่ต้องการจะร่วม
เพศกับเด็กๆ จะได้เอาไปใช้ให้ถูกวิธี คุกจะได้ไม่ต้องมาเยือนถึงที่บ้าน
แบบที่ ๑
ผู้หญิงเป็นเพศที่น่าสงสารที่สุด บางคนโดยถูกข่มขืนแล้ว ยังต้องถูกคนที่ข่มขืนอ้าวเป็นสามี (ผัว)
เพราะคำว่า" ได้เสียกันแล้ว " ทั้งๆที่ผู้หญิงไม่ได้รักไม่ได้ชอบมาก่อน .. แต่ที่ต้องยอมรับตามที่มันอ้าว
เพราะเหตุที่ว่า
๑ . กลัวอับอายขายหน้า
๒ . กลัวท้องแล้วไม่รู้จะทำอย่างไร
๓ . กลัวถูกทำร้าย กลัวถูกฆ่า
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็กๆ ที่เป็นนักเรียน นักศึกษา ที่ต้องทนทุกข์ทรมารกับที่ต้องถูกข่มขืน ถูกมัน
ทำตามใจที่มันต้องการทุกอย่าง ทั้งๆที่ตัวเองไม่เต็มใจที่จะทำให้มัน
บางคนก็ยอมอยู่กับมัน อาจเพราะคิดว่า " ผู้หญิงถ้าเสียตัวให้ใครแล้วก็ต้องเป็นภริยาของเขา
" บอกได้เลยว่าคิดผิด " ...ผู้หญิงคิดแบบนี้ต้องเมื่อ ๓๐ หรือ ๕๐ ปีที่แล้วเข้าคิดกัน เพราะกฎหมาย
ยังไม่ครอบคลุมถึงเดี๋ยวนี้ไม่ต้องไปยอมตามที่มันอ้างว่าเป็นสามี(ผัว) อีกต่อไปแล้ว
ปัจจุบันนี้ การเรียนการสอนสมัยใหม่ ให้รู้เรื่องเพศสัมพันธ์กันมากขึ้น จนทำให้เด็กที่เรียน
คิดอยากจะรู้และลองของจริงๆ ว่าจะเสียวแค่ไหน กฎหมายก็ไม่มีข้อห้ามที่เด็กๆ จะลองเล่นเสียว
เพียงแต่กฎหมายพยายามคุ้มครอบไม่ให้การมีเพศสัมพันธ์ที่เกินขอบเขต ( ท้องในวัยเรียน )
เรื่องเสียวหรือเซ็กร์ ที่ทำให้ไม่ต้องเสี่ยงกับการตั้งท้องก็มีอยู่มาก บางวิธีดีกว่าร่วมเพศเสียอีกถ้ารู้วิธี
" ชิวหาพาเพลิน " ดีกว่านกเขา ๑๐๐ เท่า
. คนที่ถูกข่มขืน หรือถูกร่วมเพศแล้วอ้างว่าเป็น " ผัว " ควรหาทางป้องกันตัวเอาไว้บ้าง ไม่อย่าง
นั้นสักวันถ้าไม่โดนมันแตะ ก็ตกเป็นภริยาน้อย แถมมันขู่จะเปิดโปงให้คนอื่นรู้ว่าเสียตัว ให้อับอาย
@@@ ก่อนอื่นต้องรู้ว่าพวกชอบข่มขืน หรือชอบทำอนาจารเด็กก่อน @@@
พฤติกรรมชอบมนุษย์ทุกคนก็มีความต้องการทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ส่วนมาก
แล้วผู้ชายจะมีความต้องการทางเพศอยู่บ่อยครั้ง เวลาที่มีอารมย์ทางเพศก็จะร่วมเพศกับคนรัก
หรือภริยา หรืออาจใช้มือทำเองหรืออาจจะไปเที่ยวอาบนวด ซึ่งสามารถที่จะทำได้ไม่ผิดกฏหมาย
บ้านเมือง (แต่อาจผิดกฏหมายภายในบ้าน)
ปัจจุบัน ความทันสมัยต่างเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะหนังที่เกี่ยวกับการร่วมเพศ
และจะเป็นหนังแบบร่วมเพศแบบเด็กสาวๆ รุ่นๆ อายุ ๑๓- ๒๐ปี .. ผู้ชายหรือผู้หญิงที่ดูก็จะทำให้เกิด
อารมย์ที่จะร่วมเพศแบบในหนังบ้าง ก็โดยพยายามที่จะหาทางสำเร็จความใคร่ให้ได้
@ เคยถามผู้ที่ชอบร่วมเพศกับเด็กหรือข่มขืนเด็กว่าทำไมถึงชอบ ได้คำตอบว่า @
๑ . เด็กยังไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับการร่วมเพศ จึงหลอกได้ง่าย
๒ . เด็กมักจะกลัวผู้ใหญ่ จึงยอมให้ทำเพื่ออยากรู้ หรืออยากลองดู หรือเพราะความกลัว
๓ . เด็กมีแต่ความเต่งตึง จับนมแล้วแข็งเป็นไต ดูดนมเด็กหรือเลียจิ๋มแล้วมีความสุข (ไม่ยาน
เหมือนเมียตัวเอง)
๔ . ให้เด็กอมนกเขาเด็กอมให้ และสามารถสำเร็จความใคร่ในปากเด็กโดยไม่ต้องเอาออกจากปาก
๕ . เวลาร่วมเพศครั้งแรก เด็กจะร้องมากจะทำให้มีความสุขที่เห็นเด็กร้อง
๖ . เวลาร่วมเพศกับเด็ก สามารถเล่นได้หลายท่าเท่าที่ต้องการ และร่วมเพศได้หลายครั้ง
๗ . ที่สำคัญเด็กมักจะไม่พูดถ้าข่มขู่เอาไว้และให้เงินเด็กวันหน้ายังจะได้ร่วมเพศได้อีก
และพอหลังจากครั้งแรก......เมื่อเด็กไม่เจ็บแล้วเด็กก็จะยอม ให้ร่วมเพศด้วยโดยไม่ขัดขืน
๘ . ถ้าเป็นเด็กเล็กมากๆ เมื่อร่วมเพศตามต้องการแล้ว หรือเด็กขัดขืนก็จะทุบตีก็จะทำให้เกิด
อารมย์ร่วมเพศมากขึ้น
๙ . ถ้าเด็กไม่ยอมก็อาจจะทำแบบรุนแรง
๑๐ เมื่อเสร็จแล้วครั้งแรกถ้าขู่เด็กแล้วไม่กลัว หรือคิดว่าตัวเองจะมีความผิดก็จะฆ่าเสียเลย
เรื่องคำว่า " อนาจาร " ในภาษากฏหมายหมายความว่า
๑ . เอาขอลับของชายหรือหญิง ไปถูไถทุกส่วนของร่ายกาย
๒ . ให้อมนกเขา หรือใช้ลิ้นที่จิ๋ม หรือใช้มือช่วยทำให้
๓ . ร่วมเพศทางทวารหนัก (ก้น)
เมื่อรู้ว่าพวกนี้มันชอบทำจะร่วมเพศแบบไหนแล้วก็มารู้ต้องไปว่าจะป้องกันได้อย่างไร เพื่อไม่ให้
โดนแบบตามตัวอย่าง โดยเฉพาะเด็กต่างจังหวัดที่อายุ ๘ ปีถึง ๑๕ ปี มักจะถูกล่วงละเมิดทางเพศ
จาก ญาติพี่น้อง เพื่อนๆ คร เจ้าหน้าที่ตำรวจ เหตุเพราะไม่รู้เรื่องหรือไม่ทันข่าวสาร และไม่ได้มี
การสอน เรื่องนี้ในโรงเรียน
ที่นี้เด็กๆ ควรระวังและป้องกัน
หรือถ้าอยู่ในสถานะการณ์ ที่ไม่อาจหนี้ได้จะทำอย่างไร
๑ . อย่าอยู่กับผู้ชายสองต่อสองในบ้าน ห้องเรียน บ้านเพื่อน ในที่ๆ ลับหูลับตาคน ไม่ว่าจะเป็นใคร
ทั้งสิ้น
๒ . ถ้าเพื่อนหรือแฟนชวนไปเที่ยวที่เปลี่ยวๆ หรือไปแล้วเห็นมีเพื่อนผู้ชายหลายคน และถ้าพวกเขา
กินเหล้าด้วยแล้ว ให้หาทางหรือใช้วิธีหลอกล่อให้ออกมาจากที่นั่น
๓ . อย่าเดินคนเดียวในทางที่เปลี่ยวไม่ว่าจะเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืน
๔ . ถ้าครูผู้ชายเรียกให้ไปพบสองต่อสอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม อย่าไปเด็ดขาด หรือครูผู้ชาย
บอกให้ช่วยถือของไปให้ที่ห้องพักหรือบ้านพัก..อย่าทำเด็ดขาด ต้องมีเพื่อนไปกับเราด้วยอย่าง
น้อย อีก ๒ - ๓ คน
๕ . อย่าไปกู้เงินรายวัน หรือของผ่อนอื่นๆ เด็ดขาด เพราะพวกนี้ถ้าไม่ได้เงินก็จะดักรอที่บ้านหรือ
ก่อนถึงโรงเรียนเพื่อข่มขู่จะเอาเงิน ถ้าไม่ได้ก็จะพาไปร่วมเพศด้วย
๖ . ถ้ามีใครอ้างตัวว่าเป็นตำรวจ หรือสารวัตรนักเรียน บอกว่า " หนีเรียน หรือ ทำผิดกฏหมาย
" ไม่ว่าหนูจะทำผิดจริงๆ หรือไม่ได้ทำก็ตาม ... อย่าไปกับพวกเขาเด็ดขาด
๗ . ใครให้เงินหรือให้ของที่อยากได้ หรือบอกว่าขอความช่วยเหลือด่วนๆ อย่าช่วยเด็ดขาด
ถ้าอยู่ในสถานะการณ์ที่รู้ว่าไม่อาจจะหนีได้ต้องโดนร่วมเพศแน่ๆ มาดูกันว่าถ้าถูกพวกนี้เข้ามายุ่ง
เกี่ยวกับตัวเรา จะหาทางแก้ไขทางกฎหมายได้อย่างไร
๑ . วิ่งให้เร็วที่สุด และร้องให้คนช่วย
๒ . ถ้าถูกเขาจับได้พยายามป้องกันตัวเท่าที่จะทำใด้ เพื่อไม่ให้มันบ้ามากขึ้น ซึ่งมันอาจจะทำร้ายถึง
ตายได้
๓ . เมื่อมันจับหนูแก้ผ้าได้แล้วก็นอนเฉยๆ ให้มันทำตามใจชอบของมัน
๔ . ถ้ามันจูบโดยเอาลิ้นเข้ามาในปากเรา .. ให้เราก็กัดให้สุดแรงเกิดจบลิ้นของมันขาดติดปากเรา
และออกวิ่งหนีทันที ( ไม่ต้องห่วงเสื้อผ้า แม้ตามตัวไม่มีเสื้อผ้า )
๕ . ถ้ามันให้อมนกเขาของมัน ก็อมให้มันตามที่มันต้องการ แต่ในขณะที่มันเพลินๆอยู่ ให้เอามือมา
ลูบบริเวณไข่ของมันใต้นกเขา ตั้งสติให้ดีๆ พอมันไม่ระวังตัว ก็บีบไข่ของมันให้เต็มแรงเกิด
และกัดนกเขาของมันให้ขาด ถ้าทำได้แล้วออกวิ่งหนีทันทีไม่ต้องห่วงเสื้อผ้า
๖ . ถ้ามันไม่ให้อมหรือจูบปากเรา มันต้องการที่จะเอาจิ๋มก็ตามใจมัน เมื่อมันเอาเสร็จแล้ว ก็ยิ้มให้
กับมันและถ้ามันจะเอาอีกก็ตามใจมัน แล้วถามมันว่า " (พี่ขา) หรือ (น้าขา) หนูจะท้องไหนค่ะ
ถ้าหนูท้องหนูต้องอายเพื่อนๆ พ่อแม่หนูรู้หนูต้องตายแน่ๆ (พี่ขา) หรือ (น้าขา) ต้องช่วยหนูด้วยนะ
นะค่ะ " พยานใช้คำพูดนี้บ่อยๆ เดี๋ยวมันก็จะบอกว่าไม่ท้องหลอกป้องกันได้ หรือมันอาจบอกว่า
ซื้อคุมกินก็ไม่ท้องแล้ว ซึ่งขณะนี้มันจะคิดว่า หนูคงกลัวท้องมากกว่า แต่ไม่กลัวที่โดนร่วมเพศ
ซึ่งมันอาจจะร่วมเพศกับหนูหลายครั้ง หนูพยายามยิ้มเอาไว้เวลาที่มันร่วมเพศ (แต่ถ้ามันจูบและ
ให้อมก็ทำตามข้อ ๔ หรือข้อ ๕ จะดีมาก ) ที่แนะนำแบบนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้มันฆ่าหลังจากร่วม
เพศเสร็จ
๗ . ถ้ามันมีกันหลายคน ก็ใช้วิธีตามข้อ ๖ อย่าใช้ข้อ ๔ และข้อ ๕ จะไม่ได้ผล
๘ . ที่สำคัญที่สุดจงตั้งสติให้ได้ พยานที่จะต้องจำใบหน้า เสื้อผ้า หรือรอยแผลเป็นที่ตัวมัน หรืออื่นๆ
ที่พอจะบอกลักษณะของมันได้บ้างจะดีที่สุด หลังจากที่มันข่มขืนเสร็จหรือหนีได้ก็รอดตายแล้ว
ให้รีบกลับบ้านไปเล่าให้พ่อแม่ฟังเท่าที่จำได้
หลังจากรอดมาแล้วควรทำอย่างไร
๑ . บอกผู้ใหญ่ให้รับรู้ ( ผู้ใหญ่ที่รับฟังก็ควรตั้งสติให้ดีๆ อย่าใช้อารมย์ สอบถามรายละเอียด )
๒ . พยายามนึกถึงสถานที่ๆ รูปร่างหน้า จุดสังเกต ชื่อ และที่พอจะนึกได้
๓ . ไปหาตำรวจที่อยู่ในท้องที่ถูกข่มขืน จดชื่อตำรวจร้อยเวรที่รับแจ้ง และขอให้ไปตรวจสถานที่
เกิดเหตุจะได้ตรวจเก็บหลักฐานจากที่เกิดเหตุ เพื่อเอาผิดกับผู้ข่มขืน เช่น ร่องรอย คราบอสุจิ
เสื้อผ้า อุปกรณ์ ที่ใช้ ถ้าจำหน้าได้และเป็นคนแถวนั้นก็ชี้ให้ตำรวจจับได้เลย
๔ . ถ้าผู้ถูกข่มขืนอายุไม่เกิน ๑๘ ปี ในการสอบสวนของตำรวจร้อยเวรจะต้องปฏิบัติ ปวิอ ๑๓๓ ทวิ
ดังนี้
ก . จะต้องมีผู้รวมฟังการสอบสวนด้วยคือ . ผู้ปกครอง หรือผู้มีอำนาจปกครอง หรือบุคคลอื่นตามที่
ผู้เสียหายร้องขอให้มีไม่ว่าจะเป็นทนายความ หรือญาติคนอื่นๆ
ข . อัยการ นักจิตวิทยา หรือสังคมสงเคราะห์ ( ต้องมีตามกฏหมาย )
ค . ตำรวจต้องส่งผู้เสียหายไปตรวจหาร่องรอยการข่มขืน เช่น คราบอสุจิ บาดแผล
ง . ในการสอบปากคำผู้เสียหายทุกครั้งต้องมีบุคคลตามข้อ ก ข ค ทุกครั้ง จะสอบสวนเองในห้อง
ตัวต่อตัวผู้เสียหายไม่ได้ ถ้าเป็นไปได้ควรขอให้มีนายตำรวจที่เป็นตำรวจหญิงทำการสอบ
จะดีที่สุด
จ . หลังจากที่มีการสอบปากคำผู้เสียหายเสร็จ ถ้าร้องเวรเอาบันทึกการสอบปากคำให้ผู้เสียหาย
ลงชื่อผู้ปกครองควรจะต้องอ่านดูให้ละเอียดว่า . ตำรวจลงข้อความครบถ้วนตามที่ผู้เสียหายบอก
หรือไม่ก่อน ถ้าเห็นว่ายังไม่ถูกต้อง ก็บอกให้ตำรวจผู้สอบลงให้ถูกต้อง .. ถ้าตำรวจไม่ทำก็อย่า
ลงชื่อเด็ดขาด และควรบอกผู้ที่ร่วมฟังให้รับรู้ทุกคน ถ้าผู้ที่เข้ารวมฟังยังไม่ทักท้วงให้ตำรวจ
ลงข้อความ ตามที่เป็นจริง ก็ควรไปร้องกับหัวหน้าสถานีตำรวจทันที
๕ . ต่อมาถ้ามีญาติของผู้ต้องหามาพบ เพื่อขอเจรจาจ่ายค่าเสียหาย ..ควรป้องกันการถูกหลอกเพื่อ
ให้มีผลเสียหายต่อรูปคดีควรปฏิบัติดังนี้
ก . ให้มีผู้ที่รู้กฏหมาย หรือทนายความ ร่วมอยู่ด้วย
ข . จดชื่อ นามสกุล ผู้มาเจรจาทุกคน ถ้าขอดูบัตรได้จะดีที่สุด
ค . นายตำรวจเจ้าของคดีเรียกไปหา ให้พาบุคคลตามข้อ ก ไปด้วย ถ้านายตำรวจเป็นผู้เจารจา
แทนผู้ต้องหา หรือญาติผู้ต้องหา ในลักษณที่ให้ยอมความกันและให้ผู้เสียหายเสียเปรียบด้วย
แสดงได้ว่าตำรวจผู้นั้นมีพฤติกรรมที่เข้าข้างผู้ต้องหา หรือรับอาสามาเจรจาแทนเพื่อช่วยผู้ต้อง
ควรร้องขอให้เปลี่ยนตัวนายเจ้าของคดีทันที เพื่อไม่ให้เสียหายทางคดี
่ ข้อสำคัญของทางแก้นี้ ต้องทำให้มีหลักฐาน พอที่จะเอาความผิดทางคดีได้ .. เพราะถ้ามันคิดว่าไม่มี
หลักฐานอะไรที่จะเอาความผิดได้ .. มันก็จะยิ่งได้ใจมากขึ้น อาจถึงขนาดทำร้ายเอาได้
ถ้ามีการเจรจาต่อรองเพื่อขอใช้เงินควรพิจารณาอย่างไร
สิ่งที่ควรรู้ไว้ในกรณีที่ผู้ต้องหาหรือญาติของผู้ต้องจะมาต่อรองเพื่อไม่ให้ผู้เสียหายเอาเรื่อง ซึ่งอาจ
จะมีเล่ห์กลแฝงอยู่ เพื่อให้เสียเงินน้อยที่สุด และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าทางคดี
๑ . ผู้เสียหายสามารถที่จะเรียกร้องค่าเสียหายได้ตามกฎหมาย โดยฟ้องในคดีแพ่ง (ละเมิด )
๒ . ถ้ามีผู้มาเจรจาโดยเสนอว่า " จะรับผิดชอบเลียงดูผู้เสียหาย หรือแต่งงานกับผู้เสียหาย
" ผู้เสียหายหรือพ่อแม่ ควรพิจารณา
ก . ถ้าผู้เสียหายยังเรียนหนังสืออยู่ ก็ไม่ควรที่จะตกลงด้วย เพราะจะทำให้เด็กเสียอนาคตทาง
การศึกษา
ข . ถ้าพวกผู้ต้องหาร้องต่อศาลขอให้ศาลมีคำสั่งให้แต่งงาน (สมรส) ท่านก็สามารถจะปฏิเสธได้
ค . ถ้ามีข่มขู่ ก็ไม่ควรกลัว ควรมีพยานมารับรู้ และนำคำที่ถูกข่มขู่ไปแจ้งตำรวจพร้อมพยานด้วย
ง . ครั้งที่มีการมาเจรจาที่บ้านผู้เสียหาย ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรให้ตามเพื่อนบ้านมาอยู่เป็นพยาน
ทุกครั้ง
๓ . ในกรณีตามข้อ ๒ เป็นชั้นเชิงทางกฎหมายและเล่ห์กลที่จะเอาเปรียบผู้เสียหาย เพราะถ้ายอม
ตามที่พวกนี้เสนอ เด็กหรือผู้เสียหายจะพบเคราะห์กรรมจะเกิดขึ้น คือ
- ไม่มีโอกาสได้เล่าเรียน
- อาจถูกญาติฝ่าย ตั้งข้อรังเกียรติ ว่าเป็นตัวปัญหา
- โดนถูกทำร้าย ภายหลังจากได้แต่งงานกันแล้ว
- สุดท้ายก็ต้องเลิกกันไป..เพราะฝ่ายชายไม่ต้องติดคุกแล้ว
๔ . ควรเรียกค่าเสียหายเป็นจำนวนเงินตามที่เห็นสมควร ซึงก็สามารถที่จะเรียกร้องเท่าไรก็ได้
เพราะญาติผู้ต้องหากลัวว่าถ้าผู้เสียหายไม่ยอม ผู้ต้องหาก็ต้องติดคุกแน่ๆ จะไปวิ่งเต้นกับตำรวจ
ก็อาจไม่ได้ผล
๕ . ในการเจรจา ถ้าเจ้าหน้าที่ตำรวจเจ้าของเรื่อง เป็นผู้เจรจาให้ หรือพูดในทำนองว่า " ผู้เสียหาย
ก็ยินยอมให้ผู้ต้องหาร่วมเพศด้วยอยู่แล้ว ฟ้องศาล ศาลก็ยกฟ้องอยู่แล้ว หรือถ้าติดคุกก็ติดไม่
กี่ปีก็ออก " จงรู้เอาไว้ว่าตำรวจผู้นั้นมีการช่วยเหลือผู้ต้องหา " ท่านต้องระวังให้มากเพราะจะ
ทำให้สำนวนที่จะฟ้องผู้ต้องหาอ่อน เรียกง่ายๆ ว่า " วิ่งล้มคดี " .. และถือว่าตำรวจผู้นั้นปฏิบัติ
หน้าที่โดย มิชอบอาจติดคุกด้วย
๖ . ถ้าโดนข่มขู่และท่านกลัวว่าจะเกิดอันตรายกับตัวเองหรือตัวผู้เสียหาย ก็ให้แจ้งความตำรวจให้
ดำเนินคดีร้องขอต่อศาลเพื่อคุ้มครองวิธีเพื่อความปลอดภัย หรือห้ามบุคคลดังกล่าวเข้ามาในเขต
ที่จำกัดเอาไว้
" คำเตื่อน " พ่อแม่หรือผู้ปกครองผู้เสียหาย ไม่ควรเห็นแก่เงินที่จะได้จากการให้ผู้เสียหาย
แต่งงาน ควรมองถึงอนาคตการศึกษาของผู้เสียหายมากกว่า .. ส่วนเงินค่าเสียหายนั้นถึงอย่างไร
พวกญาติผู้ต้องหาก็ต้องจ่าย ..หรือยอมจ่ายให้อยู่แล้วเพื่อยอมความทางคดี.. หรือฟ้องเรียกเอาได้
อยู่แล้ว อย่าไปหลงเชื่อคำหวานๆ ที่มีเล่ห์กลซ่อนเร้นอยู่ ลูกหลานท่านจะเสียโอกาสและอนาคตที่ดีไป
แต่ก็ยังมีผู้เสียหายบางคนไม่กล้าที่จะเอาเรื่อง และก็ถูกบังคับข่มขืนมาตลอด ยังมีอีกหลายคนที่
ตกอยู่ในมุมมืด ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ทุกวันต้องทุกข์ทรมาร ต้องยอมให้พวกมันทำทุกอย่างที่มัน
ต้องการ บ้างครั้งถึงขนาดท้อง ที่ไม่กล้าเอาเรื่องคงเพราะกลัว หรือเพราะกลัวพ่อแม่จะได้รับความ
อับอาย หรืออายเพื่อนๆ หรือถูกข่มขู่เอาชีวิต
ทางแก้ไม่ยาก เล่าเรื่องให้ผู้อื่นหรือทนายความ ไปติดต่อพวกนี้และทำหลักฐานเอาไว้ ถ้าพวก
นี้ยังมารังควานอีก หรือข่มขู่อีกก็สารมาถที่จะเอาเรื่องได้เลย .. โดยส่วนใหญ่แล้วเมื่อพวกนี้โดนถูก
ขู่กลับไปบ้างก็มักจะกลัวและไม่กล้าที่จะจะยุ่งกับผู้เสียหายอีก เพราะกลัวจะติดคุก แต่ถ้ามันไม่กลัว
และกลับมารังควานอีกก็สมควรที่จะเอามันเข้าคุก .. และเรียกค่าเสียหายจากพ่อแม่ของมันด้วยหรือ
เอาพ่อแม่แม่มันเข้าคุกด้วย
ที่สำคัญที่สุด ถ้าท้องขึ้นมาแล้วจะทำอย่างไร ปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่มาก เมื่อท้องขึ้นมาแล้วก็คง
ต้องเอาออกและการเอาออกก็ต้องเสียเงินมากตั้งแต่ ๓,๐๐๐ - ๕,๐๐๐ บาท ( ยิ่งเดี๋ยวนี้ ๕,๐๐๐ บาท
ขึ้นไป ) เพราะการทำแท้งเป็นสิ่งผิดกฎหมาย .. แต่ก็มีการทำแท้งที่ถูกกฎหมายและเสียเงินน้อยด้วย
และยังมีการทำแท้งที่แบบลับๆ ไม่ต้องอายใคร ( อาจไม่ต้องเสียเงินเป็นพันๆ )
ถูกข่มขู่ กลัวอิทธิพล กลัวไม่ได้รับความเป็นธรรม ทำอย่างไร สิ่งนี้ย่อมเกิดกับทุกคนที่ถูก
ข่มขืน หรือถูกอนาจาร ... ข้อแนะนำที่ดีที่สุดก็คือควรบอกผู้ใหญ่ หรือขอความช่วยเหลือจาก ผู้รู้กฏ
หมาย , ทนาย , สภาทนาย , สำนักงานอัยการ , มูลนิธิคุ้มครองเด็กและสตรีต่างๆ
| เพิ่มคำอธิบายภาพ |
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมาย
ความหมายของกฎหมาย
กฎหมายคืออะไร? เชื่อได้เลยว่าทุกคนหรือแทบจะทุกคนในสังคมคงจะรู้จักคำๆนี้เป็นอย่างดี แต่หากจะให้อธิบายความหมายของคำนี้ หลายๆคนคงไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ ซึ่งจริงๆแล้วแม้แต่ในทางวิชาการก็มีการให้นิยามความหมายแตกต่างกันออกไปมากมาย เนื่องจากเป็นการยากที่จะนิยามความหมายออกมาให้ครอบคลุมได้ทั้งหมด แต่พอจะสรุปได้ดังนี้
กฎหมาย คือ กฎเกณฑ์ คำสั่ง หรือข้อบังคับที่ถูกตั้งขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำหรับดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายอย่างหนึ่งอย่างใดของสังคม
มนุษย์ถือได้ว่าเป็นสัตว์สังคมจำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน แต่เนื่องจากความคิด อุปนิสัย สภาพแวดล้อม เพศ ฯลฯ ที่แตกต่างกันไป จึงจำเป็นจะต้องมีกฎหมายเพื่อควบคุมให้สังคมมีความสงบเรียบร้อย กฎหมายบางอย่างก็กำหนดขึ้นเป็นขั้นตอนหรือวิธีปฏิบัติเพื่อให้ได้มาซึ่งความสงบเรียบร้อย หรือเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ นอกจากนี้การบัญญัติกฎหมายเพื่อเป็นบรรทัดฐานให้คนในสังคมปฏิบัติตามในแนวทางเดียวกัน ก็จะสร้างความเป็นระเบียบให้เกิดขึ้นอีกด้วย เหล่านี้ถือเป็นเป้าหมายอันสำคัญของสังคม ซึ่งเป้าหมายดังกล่าวนี้เมื่อคิดย้อนกลับไปแล้ว ก็จะมาจากคนในสังคมนั่นเอง
ลักษณะของกฎหมาย
เราสามารถแยกลักษณะของกฎหมายออกได้เป็น 5 ประการ คือ
1.กฎหมายต้องเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับ ซึ่งจะแตกต่างกับการเชื้อเชิญหรือขอความร่วมมือให้ปฏิบัติตาม คำสั่งหรือข้อบังคับนั้นมีลักษณะให้เราต้องปฏิบัติตาม แต่ถ้าเป็นการเชื้อเชิญหรือขอความร่วมมือ เราจะปฏิบัติตามหรือไม่ก็ได้ เช่นนี้เราก็จะไม่ถือเป็นกฎหมาย เช่น การรณรงค์ให้เลิกสูบบุหรี่ หรือช่วยกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ฯลฯ
2.กฎหมายต้องมาจากรัฐาธิปัตย์หรือผู้ที่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ รัฐาธิปัตย์คือผู้มีอำนาจสูงสุดของประเทศ ในระบอบเผด็จการหรือระบอบการปกครองที่อำนาจการปกครองประเทศอยู่ในมือของบุคคลใดบุคคลหนึ่งก็ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด มีอำนาจออกกฎหมายได้ เช่น ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ซึ่งพระมหากษัตริย์เป็นผู้มีอำนาจสูงสุด พระบรมราชโองการหรือคำสั่งของพระมหากษัตริย์ก็ถือเป็นกฎหมาย ส่วนในระบอบประชาธิปไตยของเรา ถือว่าอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน กฎหมายจึงต้องออกโดยประชาชน คำถามมีอยู่ว่าประชาชนออกกฎหมายได้อย่างไร ก็ออกโดยที่ประชาชนเลือกตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่ในการออกกฎหมาย ซึ่งก็คือสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.)และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.)นั่นเอง ดังนั้นการเลือก ส.ส. ในการเลือกทั่วไปนั้นนอกจากจะเป็นการเลือกคนเข้ามาบริหารประเทศแล้ว ยังเป็นการเลือกตัวแทนของประชาชนเพื่อทำการออกกฎหมายด้วย
นอกจากดังกล่าวมาข้างต้น อาจมีบางกรณีที่กฎหมายให้อำนาจเฉพาะแก่บุคคลในการออกกฎหมายไว้ เช่น พระราชกฤษฎีกาหรือกฎกระทรวงที่ออกโดยฝ่ายบริหาร(คณะรัฐมนตรี) ฯลฯ
3.กฎหมายต้องใช้บังคับได้โดยทั่วไป คือเมื่อมีการประกาศใช้แล้ว บุคคลทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายโดยเสมอภาค จะมีใครอยู่เหนือกฎหมายไม่ได้ หรือทำให้เสียประโยชน์หรือเอื้อประโยชน์ให้แก่บุคคลใดโดยเฉพาะเจาะจงไม่ได้ แต่อาจมีข้อยกเว้นในบางกรณี เช่น กรณีของฑูตต่างประเทศซึ่งเข้ามาประจำในประเทศไทยอาจได้รับการยกเว้นไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายภาษีอากร หรือหากได้กระทำความผิดอาญา ก็อาจได้รับเอกสิทธิ์ตามกฎหมายระหว่างประเทศไม่ต้องถูกดำเนินคดีในประเทศไทย โดยต้องให้ประเทศซึ่งส่งฑูตนั้นมาประจำการดำเนินคดีแทน
4.กฎหมายต้องใช้บังคับได้จนกว่าจะมีการยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลง เมื่อมีการประกาศใช้แล้วแม้กฎหมายนั้นจะไม่ได้ใช้มานาน ก็ถือว่ากฎหมายนั้นยังมีผลใช้บังคับได้อยู่ตลอด กฎหมายจะสิ้นผลก็ต่อเมื่อมีการยกเลิกกฎหมายนั้นหรือมีการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นเท่านั้น
5.กฎหมายจะต้องมีสภาพบังคับ ถามว่าอะไรคือสภาพบังคับ นั่นก็คือการดำเนินการลงโทษหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายเพื่อให้เกิดความเข็ดหลาบหรือหลาบจำ ไม่กล้ากระทำการฝ่าฝืนกฎหมายอีก และรวมไปถึงการเยียวยาต่อความเสียหายที่เกิดจากการฝ่าฝืนกฎหมายนั้นด้วย
ตามกฎหมายอาญา สภาพบังคับก็คือการลงโทษตามกฎหมาย เช่น การจำคุกหรือการประหารชีวิต ซึ่งมุ่งหมายเพื่อจะลงโทษผู้กระทำความผิดให้เข็ดหลาบ แต่ตามกฎหมายแพ่งฯนั้น สภาพบังคับจะมุ่งหมายไปที่การเยียวยาให้แก่ผู้เสียหายเพื่อให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด เช่น การชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือการบังคับให้กระทำการตามสัญญาที่ตกลงกันไว้ ฯลฯ ซึ่งบางกรณีผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายก็อาจต้องต้องถูกบังคับทั้งทางอาญาและทางแพ่งฯในคราวเดียวกันก็ได้ แต่กฎหมายบางอย่างก็อาจไม่มีสภาพบังคับก็ได้ เนื่องจากไม่ได้มุ่งหมายให้ผู้คนต้องปฏิบัติตาม แต่อาจบัญญัติขึ้นเพื่อรับรองสิทธิให้แก่บุคคล หรือทำให้เสียสิทธิอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น กฎหมายกำหนดให้ผู้ที่บรรลุนิติภาวะแล้วสามารถทำนิติกรรมได้เองโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม หรือบุคคลที่มีอายุ 15 ปีแล้วสามารถทำพินัยกรรมได้ ฯลฯ หรือออกมาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในประเทศ ซึ่งกฎหมายประเภทนี้จะไม่มีโทษทางอาญาหรือทางแพ่งแต่อย่างใด
ที่มาของกฎหมาย
1.ศีลธรรม คือกฎเกณฑ์ของความประพฤติ คำๆนี้ฟังเข้าใจง่ายแต่อธิบายออกมาได้ยากมาก เพราะเป็นสิ่งที่แต่ละคนเข้าใจได้ในตัวเองและมีความหมายที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่าง เช่น เชื้อชาติ ศาสนา สภาพแวดล้อม ฯลฯ แต่อย่างไรก็ความหมายของศีลธรรมของแต่ละคนก็จะมีมาตรฐานใกล้เคียงกัน แม้อาจจะแตกต่างกันออกไปบ้าง แต่โดยหลักแล้วก็จะหมายถึง ความรู้สึกผิดชอบหรือความดีงามต่างๆที่ทำให้คนเราสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้โดยสงบสุข ดังนั้นการบัญญัติกฎหมายจึงต้องใช้ศีลธรรมเป็นรากฐาน เพื่อให้เกิดความสงบสุขแก่สังคมให้มากที่สุดนั่นเอง
2.จารีตประเพณี คือแบบแผนที่คนในสังคมยอมรับและถือปฏิบัติมาเป็นเวลาช้านาน แต่ละสังคมก็มีจารีตประเพณีที่แตกต่างกันออกไป ตามแต่สภาพแวดล้อม ศาสนา เชื้อชาติ ฯลฯ เช่นเดียวกับศีลธรรม การกระทำที่ฝ่าฝืนต่อจารีตประเพณี คนในสังคมนั้นๆก็จะมองว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องไม่สมควรกระทำ จึงนำมาใช้เป็นรากฐานในการบัญญัติกฎหมาย เนื่องจากเป็นสิ่งที่คนในสังคมนั้นๆยอมรับ ตัวอย่างที่สำคัญก็คือกฎหมายในประเทศอังกฤษนั้น ผู้พิพากษาจะใช้จารีตประเพณีมาพิจารณาพิพากษา ซึ่งคำพิพากษานั้นถือเป็นกฎหมาย ส่วนประเทศอื่นๆก็มีการนำจารีตประเพณีมาใช้เป็นรากฐานในการบัญญัติกฎหมายเช่นกัน เช่นกฎหมายของประเทศไทยในเรื่องของการหมั้น การแบ่งมรดก ฯลฯ
3.ศาสนา คือหลักการดำเนินชีวิตหรือข้อบังคับที่ศาสดาของแต่ละศาสนาบัญญัติขึ้นเพื่อสอนให้คนทุกคนเป็นคนดี เมื่อพูดถึงศาสนาเราก็อาจนึกไปถึงศีลธรรม เพราะสองคำนี้มักจะมาคู่กัน แต่คำว่าศีลธรรมจะมีความหมายกว้างกว่าคำว่าศาสนา เพราะศีลธรรมอาจหมายความรวมเอาหลักคำสอนของทุกศาสนามารวมไว้และความดีงามต่างๆไว้ในคำๆเดียวกัน เมื่อเรากล่าวถึงคำสอนของศาสนาอิสลาม นั่นหมายถึงศีลธรรม เมื่อเรากล่าวถึงคำสอนของศาสนาพุทธ นั่นหมายถึงเรากล่าวถึงศีลธรรมเช่นกัน กฎหมายของแต่ละประเทศก็จะบัญญัติขึ้นโดยอาศัยศาสนาเป็นรากฐานด้วย เช่นในประเทศไทยเราในทางอาญาก็จะนำศีล 5 มาใช้ในการบัญญัติกฎหมาย เช่นห้ามฆ่าผู้อื่น ห้ามลักทรัพย์ ห้ามประพฤติผิดในกาม ฯลฯ
4.คำพิพากษาของศาล มีเฉพาะบางประเทศเท่านั้นที่ถือเอาคำพิพากษาของศาลมาจัดทำเป็นกฎหมาย เช่น ประเทศอังกฤษ คือใช้จารีตประเพณีมาพิจารณาพิพากษาคดีและเพื่อไม่ให้มีกรณีเดียวกันนี้เกิดขึ้นซ้ำอีกก็จะนำคำพิพากษานั้นมาจัดทำเป็นกฎหมายเพื่อให้ทุกคนปฏิบัติตาม หากมีคดีที่มีข้อเท็จจริงเหมือนกันเกิดขึ้นอีก ศาลก็จะตัดสินเหมือนกับคดีก่อนๆ แต่ในหลายๆประเทศคำพิพากษาเป็นเพียงแนวทางในการพิจารณาพิพากษาของศาลเท่านั้น ศาลอาจใช้ดุลพินิจพิจารณาพิพากษาต่างจากคดีก่อนๆได้ จึงไม่ถือคำพิพากษาของศาลเป็นกฎหมาย เช่น ประเทศไทยเราเป็นต้น
5.หลักความยุติธรรม(Equity) หลักความยุติธรรมนี้จะต้องมาควบคู่กับกฎหมายเสมอ เพียงแต่ความยุติธรรมของแต่ละคนก็อาจไม่เท่ากัน แต่อย่างไรก็ดีผู้บัญญัติและผู้ใช้กฎหมายก็จะต้องคำนึงถึงหลักความยุติธรรมด้วยและความยุติธรรมนี้ควรจะอยู่ในระดับที่คนในสังคมส่วนใหญ่ยอมรับ เพราะถ้าเป็นความยุติธรรมโดยคำนึงถึงคนส่วนน้อยมากกว่า ก็จะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้คนเพียงบางกลุ่มเท่านั้น ทำให้ไม่เกิดความยุติธรรมแก่สังคมโดยแท้จริง ตัวอย่างที่สำคัญคือ ในอังกฤษนั้นแต่ก่อนการฟ้องเรียกค่าเสียหายนั้นจะฟ้องเรียกได้เฉพาะจำนวนเงินเท่านั้น จะฟ้องให้ปฏิบัติตามสัญญาที่ตกลงกันไม่ได้ จึงทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่ผู้เสียหาย เนื่องจากในบางรายผู้เสียไม่ได้ต้องการเงินค่าเสียหาย แต่ต้องการให้คู่สัญญาปฏิบัติตามข้อตกลงที่ทำต่อกัน ดังนั้นจึงได้มีการนำเอาหลักความยุติธรรมาใช้โดยอนุญาตให้มีการชำระหนี้โดยการปฏิบัติตามสัญญาที่ตกลงกันไว้ตามความมุ่งหมายของผู้ที่เสียหายได้ ทำให้เกิดความเป็นธรรมในการพิจารณาพิพากษาคดียิ่งขึ้น
6.ความคิดเห็นของนักปราชญ์ ก็คือผู้ทรงความรู้ในทางกฎหมายนั่นเอง อาจจะเป็นนักวิชาการ หรืออาจารย์สอนกฎหมายก็ตาม เนื่องจากนักปราชญ์เหล่านี้จะเป็นผู้ค้นคว้าหลักการและทฤษฎีต่างๆเพื่อสนับสนุนหรือโต้แย้งกฎหมายหรือคำพิพากษาของศาลอยู่เสมอ ทำให้เกิดหลักการหรือทฤษฎีใหม่ๆที่เป็นแนวทางในการบัญญัติกฎหมายได้ เช่น แนวความคิดของ คาร์ล มาร์กซ์ ในประเทศรัสเซีย ฯลฯ
ระบบกฎหมาย
ระบบกฎหมายหลักๆในโลกนี้มีอยู่ 4 ระบบใหญ่ๆด้วยกัน คือ
1.ระบบกฎหมายซีวิล ลอว์(Civil Law) หรือก็คือระบบกฎหมายแบบลายลักษณ์อักษร จุดกำเนิดอยู่ที่อาณาจักรโรมัน ระบบกฎหมายนี้จะมีลักษณะเป็นการรวมรวมเอาจารีตประเภณีหรือกฎหมายต่างๆหรือบัญญัติกฎหมายขึ้นใหม่ โดยบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรและจัดไว้เป็นหมวดหมู่อย่างเป็นระเบียบ ซึ่งเรียกว่าประมวลกฎหมาย ซึ่งแต่เดิมนั้นไม่มีการบัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ชนชั้นที่ถูกปกครองในโรมันจึงมีการเรียกร้องให้ชนชั้นสูงทำการเขียนกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้ชนชั้นที่ถูกปกครองได้รู้กฎหมายด้วย ซึ่งระบบกฎหมายนี้ก็ได้มีการพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ในประเทศไทยก็ใช้ระบบกฎหมายซีวิล ลอว์ ตัวอย่างก็เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลกฎหมายอาญา ฯลฯ
2.ระบบกฎหมายคอมมอน ลอว์(Common Law) หรือก็คือระบบกฎหมายจารีตประเพณี จุดกำเนิดอยู่ที่อังกฤษ เนื่องจากแต่เดิมนั้นประเทศอังกฤษมีชนเผ่าอยู่มากมายหลายชนเผ่าด้วยกัน ต่อมาได้มีการจัดตั้งศาลหลวงหรือศาลพระมหากษัตริย์ขึ้น โดยคัดเลือกผู้พิพากษาที่มีความรู้จากส่วนกลางไปพิจารณาคดีในแต่ละท้องถิ่น ซึ่งแต่ละชนเผ่าก็มีจารีตประเพณีที่แตกต่างกันออกไป ทำให้เกิดปัญหาในการพิจารณาคดีมากมาย แต่ในภายหลังปัญหาก็ค่อยๆหมดไปเพราะเริ่มมีจารีตประเพณีที่มีลักษณะเป็นสามัญขึ้นโดยศาลหลวงได้ใช้จารีตประเพณีเหล่านี้ในการพิจารณาคดี ในระบบคอมมอน ลอว์แต่เดิมจะไม่มีการบัญญัติกฎหมายไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เมื่อศาลใช้จารีตประเพณีในการพิพากษาตัดสินคดีแล้ว ก็จะมีการบันทึกคำพิพากษานั้นเอาไว้ เพื่อใช้เป็นบรรทัดฐานในการพิจารณาคดีต่อๆไป หาข้อเท็จจริงในคดีต่อๆมาเหมือนกับคดีก่อน ศาลก็จะพิพากษาไปตามที่ได้มีการบันทึกไว้แล้ว ถือได้ว่าคำพิพากษาของศาลก็คือกฎหมายนั่นเอง แต่ปัจจุบันนี้ในประเทศอังกฤษก็ใช้ทั้งระบบกฎหมายแบบซีวิล ลอว์และคอมมอน ลอว์ ควบคู่กันไป
3.ระบบกฎหมายสังคมนิยม(Socialist Law) จุดกำเนิดของระบบกฎหมายน้อยู่ที่รัสเซีย แต่เดิมรัสเซียใช้ระบบกฎหมายซีวิล ลอว์ แต่ในภายหลังเมื่อพรรคคอมมิวนิสต์ครองอำนาจ ก็ได้มีการนำหลักการและแนวความคิดของ คาร์ล มาร์กซ์ และ เลนิน มาใช้โดยเชื่อว่ากฎหมายเป็นเครื่องมือในการขัดระเบียบและกลไกในสังคม เพื่อให้คนในสังคมมีความเท่าเทียมกัน ปราศจากการกดขี่ข่มเหง ปราศจากชนชั้นวรรณะ ประชาชนทุกคนเป็นเจ้าของทรัพย์สินทั้งหมดร่วมกัน กฎหมายมีอยู่เพื่อความเท่าเทียม เมื่อใดที่สังคมเกิดความเท่าเทียมกันแล้วกฎหมายก็ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป ส่วนลักษณะของกฎหมายสังคมนิยมนั้นจะมีการผสมผสานระหว่างกฎหมายลายลักษณ์อักษรกับจารีตประเพณีเข้าด้วยกัน โดยมีการบัญญัติกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษร ส่วนจารีตประเพณีนั้นเป็นตัวช่วยในการตีความและอุดช่องว่างของกฎหมายเมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษร และที่สำคัญก็คือกฎหมายในระบบสังคมนิยมนั้นต้องแฝงหลักการหรือแนวคิดของคาร์ล มาร์กซ์ และ เลนิน ด้วยเสมอ
4.ระบบกฎหมายศาสนาและประเภณีนิยม ลักษณะของกฎหมายในระบบนี้ โดยเนื้อหาของกฎหมายแล้วก็จะอาศัยศาสนาหรือประเภณีนิยมเป็นฐานในการบัญญัติกฎหมายขึ้นมา เช่น กฎหมายศาสนาอิสลามกำหนดหน้าที่ของชาวมุสลิมที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้า ในปัจจุบันประเทศที่นับถือศาสนาอิสลาม กฎหมายอิสลามมีส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวกับครอบครัวและมรดก แต่ส่วนกฎหมายในเรื่องอื่นๆก็จะใช้แนวทางของกฎหมายของทางโลกตะวันตก หรือใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่จังหวัดสตูล ยะลา ปัตตานี นราธิวาส ในเรื่องครอบครัวและมรดกก็จะต้องนำกฎหมายศาสนาอิสลามมาใช้บังคับ ซึ่งถือเป็นข้อยกเว้นเฉพาะ 4 จังหวัดดังกล่าวเท่านั้น ส่วนในเรื่องอื่นๆทุกจังหวัดก็จะใช้กฎหมายฉบับเดียวกันรวมไปถึง 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย เช่นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นต้น
ส่วนประเภณีนิยมนั้น คือ สิ่งที่คนในสังคมยอมรับและปฏิบัติสืบต่อกันมา เช่นในประเทศจีนก็มีการนำประเภณีนิยมของนักปราชญ์อย่าง ขงจื้อ มาเป็นแนวทางในการบัญญัติกฎหมาย หรือประเภณีโบราณของลัทธิชินโตก็ใช้เป็นแนวทางในการบัญญัติกฎหมายในประเทศญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน ฯลฯ
วิวัฒนาการกฎหมายในประเทศไทย เดิมกฎหมายของประเทศไทยนั้นมีที่มาจากจารีตประเภณี ศาสนา รวมไปถึงพระราชโองการของพระมหากษัตริย์ ในสมัยกรุงศรีอยุธยามีกฎหมายที่เรียกว่า “พระราชศาสตร์” ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้นโดยอาศัยหลักใน “คัมภีร์พระธรรมศาสตร์” จนกระทั่งการเสียเมืองครั้งที่ 2 ให้แก่ประเทศพม่า เอกสารสำคัญทางกฎหมายได้มีการถูกทำลายและสูญหายไปเป็นจำนวนมาก ต่อมาในสมัยของรัชการที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ แม้จะมีการรวบรวมกฎหมายขึ้นใหม่แต่ก็เหลือเพียงหนึ่งในสิบของกฎหมายที่มีอยู่เดิมในสมัยกรุงศรีอยุธยา อีกทั้งยังมีเนื้อหาที่ผิดเพี้ยนไปจากเดิม ทำให้กฎหมายที่มีอยู่ไม่สามารถตัดสินคดีได้อย่างยุติธรรม รัชกาลที่ 1 จึงทรงชำระสะสางกฎหมายเสียใหม่กลายเป็น “กฎหมายตราสามดวง” ถือเป็นกฎหมายที่มีความสำคัญของไทยเรา นักวิชาการทั้งหลายถือว่าแม้จริงแล้วกฎหมายตราสามดวงนี้ก็คือกฎหมายในสมัยกรุงศรีอยุธยานั่นเอง
คดีสำคัญที่ก่อให้เกิดกฎหมายตราสามดวงก็คือ “คดีอำแดงป้อม” (อำแดง เป็นคำนำหน้าชื่อของผู้หญิงในสมัยก่อน) คดีนี้มีข้อเท็จจริงคือ นายบุญศรี ช่างเหล็กหลวง ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษพระเกษมและนายราชาอรรถ เนื่องจาก อำแดงป้อม ภรรยาของนายบุญศรีเป็นชู้กับ นายราชาอรรถ แต่อำแดงป้อมกลับมาฟ้องหย่านายบุญศรี นายบุญศรีไม่ยอมหย่า แต่พระเกษมกลับพิจารณาเข้าข้างอำแดงป้อมแล้วคัดข้อความส่งให้ลูกขุน ณ ศาลหลวง มีคำตัดสินให้อำแดงป้อมกับนายบุญศรีขาดจากการเป็นสามีภรรยาตามกฎหมาย เมื่อรัชการที่ 1 ทรงทราบเรื่องจึงตรัสว่า หญิงนอกใจชายแล้วมาฟ้องหย่า ลูกขุนปรึกษากันแแล้วให้หย่าตามคำฟ้องนั้นไม่เป็นการยุติธรรม จึงมีพระราชโองการตรัสสั่งให้เจ้าพระยาคลังตรวจสอบกฎหมายดังกล่าว ปรากฎได้ความว่า ชายไม่ผิด หญิงมาขอหย่า ก็สามารถหย่าได้(ตามที่บันทึกใช้คำว่า ชายหาผิดมิได้หญิงขอหย่า ท่านว่าเป็นหญิงหย่าชายหย่าได้) จึงทรงเห็นว่าแม้แต่พระไตรปิฎกผิดเพี้ยนไป ก็ยังอาราธนาพระราชาคณะทั้งปวงให้ทำสังคายนาชำระพระไตรปิฎกให้ถูกต้องได้ ดังนั้นเมื่อกฎหมายผิดเพี้ยนไปก็ควรต้องชำระสะสางให้ถูกต้อง พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรกกระหม่อมตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ประกอบด้วยอาลักษณ์ 4 ลูกขุน 3 ราชบัณฑิต 4 จัดการชำระบทกฎหมายให้ถูกต้อง โดยอาศัย “คัมภีร์พระธรรมศาสตร์”(เชื่อกันว่าเป็นคัมภีร์ที่ผู้ทรงอิทธิฤทธิ์ หรือผู้มีอำนาจเหนือคนธรรมดาแต่งขึ้น เดิมนั้นเป็นของชาวฮินดู เป็นหนังสือในศาสนาพราห์ม) เป็นหลักในการบัญญัติกฎหมาย เช่นเดียวกับในสมัยกรุงศรีอยุธยา เกิดเป็นกฎหมายตราสามดวงขึ้น
ในเวลาต่อมาเกิดการล่าอาณานิคมจากประเทศซีกโลกตะวันตก เช่น ประเทศฝรั่งเศสและประเทศอังกฤษ ทำให้เกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้นก็คือการเสียเอกราชทางศาล เนื่องจากต่างประเทศเห็นว่าประเทศไทยเรากฎหมายป่าเถื่อน ไม่เป็นธรรม เมื่อมีปัญหาหรือคดีเกิดขึ้นก็จะไม่ยอมขึ้นศาลไทย และบีบบังคับให้รัฐบาลของไทยทำสนธิสัญญาซึ่งเรียกว่า “สิทธิสภาพนอกอาณาเขต” ได้มีการจัดตั้งศาลกงศุล และศาลต่างประเทศขึ้นเพื่อใช้ในการพิจารณาคดีสำหรับคนชาตินั้นๆโดยเฉพาะ ไม่ใช้กฎหมายของไทยและไม่ขึ้นศาลไทย ในสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดำริที่จะนำเอาเอกราชทางศาลกลับคืนมา โดยการแก้ไขกฎหมายให้ทัดเทียมกับนานาประเทศ จึงได้มีส่งข้าราชการและพระบรมวงศานุวงศ์ไปศึกษากฎหมายที่ต่างประเทศเพื่อนำความรู้มาพัฒนากฎหมาย รวมถึงจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายจากต่างประเทศมาเป็นที่ปรึกษา ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้มีการตรวจแก้ไขและปรับปรุงกฎหมายขึ้นใหม่ โดยตั้งตณะกรรมการซึ่งมีพระบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์(พระบิดาแห่งกฎหมายไทย) เป็นประธาน โดยร่างประมวลกฎหมายอาญาเสร็จก่อน(ในสมัยนั้นคือ กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127) อีกทั้งได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นร่างกฎหมายอื่นๆด้วย ต่อมาในสมัยรัชการที่ 6 ก็ทรงแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นร่างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และปรกาศใช้ในปี พ.ศ.2468 แรกเริ่มเดิมทีมีเพียง 2 บรรพ คือบรรพ 1 ว่าด้วยบทเบ็ดเสร็จทั่วไป และบรรพ 2 ว่าด้วยหนี้ หลังจากนั้นก็มีการร่างบรรพอื่นๆขึ้นจนครบ 6 บรรพในภายหลัง ในการปฏิรูประบบกฎหมายจากระบบเดิมที่ล้าสมัยมาเป็นระบบใหม่นั้น ไทยได้รับเอาระบบซีวิล ลอว์มาใช้ซึ่งเป็นระบบเดียวกับที่ฝรั่งเศสและเยอรมันใช้กัน โดยระบบนี้มีต้นกำเนิดมาจากอาณาจักรโรมัน เริ่มแรกเดิมทีนั้นคณะกรรมการร่างกฎหมายประสงค์ที่จะนำเอาระบบกฎหมายคอมมอน ลอว์มาใช้บังคับ แต่เนื่องจากระบบกฎหมายนี้เป็นระบบกฎหมายที่ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ เพราะระบบกฎหมายนี้เป็นระบบกฎหมายที่พัฒนามาเป็นเวลาช้านานจากจารีตประเพณีและระบบสังคมโดยเฉพาะ ตัวบทกฎหมายก็ไม่มีการรวบรวมเอาไว้เป็นหมวดหมู่ทำให้ยากแก่การศึกษา ซึ่งแตกต่างกับระบบซีวิล ลอว์ ที่มีการรวบรวมกฎหมายไว้เป็นหมวดหมู่อย่างมีระเบียบ ทำให้ง่ายแก่การศึกษาและนำมาใช้เป็นแบบอย่าง อีกทั้งประเทศส่วนใหญ่นอกจากฝรั่งเศสและเยอรมันแล้ว ต่างก็ใช้ระบบกฎหมายนี้ทั้งสิ้ง การที่ประเทศไทยใช้ระบบเดียวกับนานาประเทศก็จะทำให้กฎหมายของไทยมีความเป็นสากลและเป็นที่ยอมรับ ซึ่งก็จะมีผลทำให้ไทยอาจได้รับเอกราชทางศาลคืนได้ง่ายขึ้น
ดังนั้นประเทศไทยจึงนำเอาระบบซิวิล ลอว์มาใช้ โดยนำกฎหมายของประเทศอื่นๆมาผสานเข้ากันกับกฎหมายไทยดั้งเดิม และมีการปรับปรุงให้ทันสมัยเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ จนในที่สุดก็ได้รับเอกราชทางศาลคืนมา และกฎหมายไทยก็ยังมีการพัฒนาขึ้นมาอีกเรื่อยๆเพื่อสามารถใช้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมได้ จนถึงปัจจุบัน
ลำดับชั้นของกฎหมายในประเทศไทย(ศักดิ์กฎหมาย)
ลำดับชั้นของกฎหมายมีไว้เพื่อบ่งบอกถึงระดับสูงต่ำและความสำคัญของกฎหมายแต่ละประเภทรวมไปถึงภาพรวมของกฎหมายที่ใช้กัน กฎหมายที่มีลำดับชั้นต่ำกว่าจะมีผลยกเลิกหรือขัดต่อกฎหมายที่มีลำดับชั้นสูงกว่าไม่ได้ ซึ่งเราจัดลำดับได้ดังนี้
1.กฎหมายแม่บทที่มีศักดิ์สูงที่สุด ได้แก่ รัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดที่ใช้ในการปกครองประเทศ เป็นกฎหมายที่วางหลักเกณฑ์การปกครองและกำหนดโครงสร้างในการจัดตั้งองค์กรบริหารของรัฐ กำหนดสิทธิและหน้าที่ของประชาชนรวมไปถึงให้ความคุ้มครองสิทธิและหน้าที่ดังกล่าว กฎหมายอื่นๆที่ออกมาจะต้องออกให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ กฎหมายใดที่ขัดกับรัฐธรรมนูญจะก็จะไม่มีผลใช้บังคับได้ เราอาจเปรียบเทียบอย่างง่ายๆโดยนึกไปถึงผู้ว่าจ้างคนหนึ่ง จ้างผู้รับจ้างให้ก่อสร้างบ้าน โดยให้หัวข้อมาว่าต้องการบ้านที่มีโครงสร้างแข็งแรงมั่นคง รูปแบบบ้านเป็นทรงไทย ผู้รับจ้างก็ต้องทำการออกแบบและก่อสร้างให้โครงสร้างบ้านแข็งแรงและออกเป็นแบบทรงไทย ถ้าบ้านออกมาไม่ตรงตามที่ผู้ว่าจ้างต้องการ ก็อาจถือได้ว่าผู้รับจ้างผิดสัญญาได้ หัวข้อที่ผู้ว่าจ้างให้มาอาจเปรียบได้กับรัฐธรรมนูญ ซึ่งเพียงแต่กำหนดกฎเกณฑ์หรือรูปแบบเอาไว้เป็นแนวทางหรือเป้าหมาย ส่วนการออกแบบและการก่อสร้างอาจเปรียบได้กับกฎหมายอื่นๆที่ต้องออกมาให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ถ้าออกแบบมาหรือสร้างไม่ตรงกับความต้องการก็เปรียบเทียบได้กับการออกกฎหมายอื่นๆมาโดยไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ก็จะมีผลเป็นการผิดสัญญาหรืออาจเปรียบเทียบในทางกฎหมายได้ว่ากฎหมายนั้นๆใช้ไม่ได้
2.กฎหมายที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจแก่ฝ่ายนิติบัญญัติหรือฝ่ายบริหารเป็นผู้ออก ได้แก่ ประมวลกฎหมาย พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด กฎหมายเหล่านี้ถือว่ามีศักดิ์เป็นลำดับที่สองรองจากรัฐธรรมนูญ
-ประมวลกฎหมาย คือเป็นการรวมรวบเอาหลักกฎหมายในเรื่องใหญ่ๆซึ่งเป็นเรื่องทั่วไปมาจัดเป็นหมวดหมู่ให้เป็นระเบียบ เช่น ประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายแพ่งและเพาณิชย์ ฯลฯ ประมวลกฎหมายต่างๆ ถือเป็นกฎหมายที่เป็นหลักทั่วๆไป ที่กล่าวถึงสิทธิและหน้าที่ของบุคคลแต่ละคน บุคคลในสังคมต้องประพฤติปฏิบัติตนอย่างไรและห้ามประพฤติปฏิบัติตนอย่างไรบ้าง และรวมไปถึงการให้ความคุ้มครองต่อสิทธิต่างๆของบุคคลแต่ละคนด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ต่างๆที่รัฐธรรมนูญวางไว้
-พระราชบัญญัติ เป็นกฎหมายเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง คือเป็นกฎหมายที่ออกมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใด เช่น พระราชบัญญัติล้มละลาย ก็จะเป็นเรื่องเฉพาะเกี่ยวกับการล้มละลาย หรือพระราชบัญญัติสัญชาติ ก็จะเกี่ยวข้องเฉพาะกับเรื่องสัญชาติของบุคคล ฯลฯ ซึ่งพระราชบัญญัตินี้จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับฝ่ายบริหารหรือก็คือรัฐบาลค่อนข้างมาก เพราะฝ่ายบริหารจะเป็นผู้กำหนดนโยบายในการบริหารประเทศ และเสนอกฎหมายเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนโยบายนั้นๆให้สภานิติบัญญัติทำการออกนั่นเองและกฎหมายที่ออกมานั้นแม้จะมีการเปลี่ยนฝ่ายบริหารหรือฝ่ายรัฐบาลแล้ว ก็จะมีผลใช้บังคับอยู่ จนกว่ากฎหมายนั้นจะถูกยกเลิกหรือมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง
-พระราชกำหนด เป็นกฎหมายที่ออกโดยฝ่ายบริหารหรือก็คือรัฐบาล เป็นกฎหมายที่ออกใช้ไปพลางก่อนในกรณีที่มีจำเป็นเร่งด่วน หลังจากมีการใช้ไปพลางก่อนแล้ว ในภายหลังพระราชกำหนดนั้นก็อาจกลายเป็นพระราชบัญญัติซึ่งจะมีผลบังคับเป็นการถาวรได้ ถ้าสภานิติบัญญัติให้การอนุมัติ แต่ถ้าสภาไม่อนุมัติพระราชกำหนดนั้นก็ตกไป แต่จะไม่ทระทบกระเทือนถึงกิจการที่ได้กระทำไปในระหว่างใช้พระราชกำหนดนั้น ซึ่งพระราชกำหนดจะออกได้เฉพาะกรณีต่อไปนี้เท่านั้น คือ กรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อรักษาความปลอดภัยของประเทศ หรือความปลอดภัยสาธารณะ หรือเพื่อรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือเพื่อจะป้องกันภัยพิบัติสาธารณะ หรือมีความจำเป็นต้องมีกฎหมายเกี่ยวด้วยภาษีอากรหรือเงินตรา
3.กฎหมายที่ฝ่ายบริหารเป็นผู้ออก ได้แก่ พะราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง
(ก).พระราชกฤษฎีกาเป็นกฎหมายที่ออกโดยฝ่ายบริหาร ซึ่งจะออกได้เฉพาะในกรณีต่อไปนี้คือ
-รัฐธรรมนูญกำหนดให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกาในกิจการอันสำคัญที่เกี่ยวกับฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ เช่น พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร ฯลฯ
-โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายแม่บทซึ่งก็คือ พระราชบัญญัติ หรือ พระราชกำหนด คือจะต้องมีพระราชบัญญัติหรือพระราชกำหนดให้อำนาจในการออกไว้ เช่น พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากร พ.ศ. 2528 กำหนดว่าหากจะเปิดศาลภาษีอากรจังหวัดเมื่อใด ต้องประกาศโดยพระราชกฤษฎีกา ฯลฯ ด้วยการที่พระราชกฤษฎีกาเป็นกฎหมายที่มีศักดิ์ต่ำกว่าพระราชบัญญัติและพระราชกำหนด ดังนั้นจะออกมาขัดกับพระราชบัญญัติหรือพระราชกำหนดซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทนั้นไม่ได้
-กรณีที่จำเป็นอื่นๆในเรื่องใดก็ได้ แต่ต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย
(ข).กฎกระทรวง เป็นกฎหมายที่รัฐมนตรีแต่ละกระทรวงเป็นผู้ออก โดยอาศัยอำนาจจากกฎหมายแม่บทซึ่งก็คือพระราชบัญญัติหรือพระราชกำหนดฉบับใดฉบับหนึ่ง เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายนั้นๆ พระราชบัญญัติหรือพระราชกำหนดจะกำหนดกฎเกณฑ์กว้างๆเอาไว้ ส่วนกฎกระทรวงก็จะมากำหนดรายละเอียดอีกชั้นหนึ่ง เช่น ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ได้กำหนดว่า ในกรณีที่ใช้มาตรการบังคับทางปกครองโดยการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของบุคคลใดเพื่อขายทอดตลาด ผู้ที่มีอำนาจสั่งให้ยึด อายัดหรือขายทอดตลาดทรัพย์สินนั้น ให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง เราก็ต้องไปศึกษาในกฎกระทรวงอีกชั้นหนึ่งว่าผู้ที่มีอำนาจสั่งนั้นคือใครบ้าง ฯลฯ
4.กฎหมายที่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ออก ได้แก่ เทศบัญญัติ ข้อบัญญัติจังหวัด ข้อบังคับสุขาภิบาล ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร ข้อบัญญัติเมืองพัทยา
เป็นกฎหมายที่ออกมาใช้บังคับโดยเฉพาะในแต่ละองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้เป็นไปตามหน้าที่ขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น หรือในกรณีที่กฎหมายให้อำนาจไว้ก็ทำการออกได้เช่นกัน เช่น ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เป็นกฎหมายที่กรุงเทพมหานครตราขึ้นเพื่อใช้บังคับในเขตกรุงเทพมหานครเท่านั้น หรือเทศบัญญัติ ก็เป็นกฎหมายที่เทศบาลบัญญัติขึ้นใช้บังคับเฉพาะในเขตเทศบาลของตน
ประเภทของกฎหมาย
การแบ่งแยกประเภทกฎหมายที่นิยมใช้กันมีอยู่ 2 ประเภท คือ
1.การแบ่งแยกประเภทของกฎหมายตามลักษณะแห่งการใช้ เป็นการแบ่งแยกโดยพิจารณาถึงลักษณะการใช้กฎหมายเป็นหลัก ได้แก่
-กฎหมายสารบัญญัติ คือกฎหมายที่บัญญัติถึงเนื้อหาหรือเรื่องทั่วๆไป เป็นกฎหมายที่ใช้ควบคุมความประพฤติรวมไปถึงกำหนดสิทธิและหน้าที่ต่างๆของพลเมืองไว้ เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลกฎหมายอาญา
-กฎหมายวิธีสบัญญัติ คือกฎหมายที่บัญญัติถึงกระบวนการหรือวิธีการที่จะบังคับหรือดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายสารบัญญัตินั่นเอง ได้แก่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหรือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ฯลฯ ตัวอย่างเช่นในประมวลกฎหมายอาญาบัญญัติว่าผู้ใดฆ่าผู้อื่นผู้นั้นมีความผิด แต่ไม่ได้กำหนดว่ามีจะนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้อย่างไร ไม่มีขั้นตอนการดำเนินการกำหนดไว้ เราก็ต้องอาศัยบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ในการจับตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ เราอาจเปรียบเทียบเป็นตัวอย่างง่ายๆได้ว่า หากเราเปรียบเทียบว่ากฎหมายสารบัญญัติเปรียบได้กับเครื่องกรองน้ำที่ใช้ในการกรองน้ำให้สะอาด กฎหมายวิธีสบัญญัติก็จะหมายถึงวิธีการใช้เครื่องกรองน้ำนั้นหรือกระบวนการการทำงานของเครื่องกรองน้ำ ซึ่งเป็นที่มาของน้ำสะอาดให้เราใช้ดื่มกินนั่นเอง ถ้าเราไม่รู้วิธีใช้หรือไม่มีกระบวนการการกรองน้ำติดตั้งอยู่ในเครื่อง เราก็จะทำการกรองน้ำให้สะอาดไม่ได้ เช่นเดียวกันนี้ถ้าไม่มีกฎหมายวิธีสบัญญัติ การบังคับให้เป็นไปตามกฎหมายสารบัญญัติก็จะทำได้ยาก เพราะไม่มีแบบแผนและวิธีการแน่นอน ขาดความเป็นระเบียบและไร้ประสิทธิภาพ
2.แบ่งแยกประเภทของกฎหมายตามลักษณะของความสัมพันธ์ของคู่กรณี ได้แก่
-กฎหมายเอกชน เป็นกฎหมายที่กำหนดถึงความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนด้วยกันเอง ซึ่งกำหนดถึงสิทธิและหน้าที่ของแต่ละเอกชน รวมไปถึงสิทธิและหน้าที่ของเอกชนที่มีต่อเอกชนด้วยกันด้วย กฎหมายเอกชนก็ได้แก่กฎหมายแพ่ง และกฎหมายพาณิชย์ กฎหมายแพ่งจะกำหนดถึงสิทธิและหน้าที่รวมไปถึงความสัมพันธ์ของบุคคลตั้งแต่เกิดจนตาย ส่วนกฎหมายพาณิชย์ก็จะกำหนดสิทธิและหน้าที่ระหว่างบุคคลที่เข้ามามีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจต่อกัน เช่น กำหนดถึงสิทธิแบะหน้าที่ระหว่างคู่สัญญาซื้อขาย คู่สัญญากู้ยืมเงิน ฯลฯ
-กฎหมายมหาชน เป็นกฎหมายที่ใช้บังคับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกัน หรือความสัมพันธ์ระหว่างรํฐ หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าที่ของรัฐกับประชาชน เช่น รัฐธรรมนูญ กฎหมายปกครอง กฎหมายอาญา พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
-กฎหมายระหว่างประเทศ เป็นกฎหมายที่กำหนดถึงกฎเกณฑ์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เนื่องจากประเทศต่างๆในโลกต้องมีการติดต่อมีความสัมพันธ์กับประเทศอื่นๆ ทั้งในการค้า เศรษฐกิจ และการประสานงานช่วยเหลือในเรื่องต่างๆ ซึ่งกฎหมายระหว่างประเทศอาจมาในรูปของสนธิสัญญา จารีตประเพณีหรือความตกลงกันระหว่างประเทศ กฎหมายระหว่างประเทศอาจไม่มีสภาพบังคับที่ชัดเจน แต่ก็ถือเป็นกฎหมายได้ เนื่องจากเป็นกฎเกณฑ์ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำหรับดำเนินการให้เป็นไปตามเป้าหมายอย่างหนึ่งอย่างใดของรัฐ เช่นกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีอาญา ฯลฯ
ข้อคิดบางประการเกี่ยวกับกฎหมาย
กฎหมายเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งเพื่อทำให้สังคมมีความเป็นระเบียบและสงบสุข ซึ่งด้วยข้อจำกัดหลายๆประการทำให้กฎหมายไม่อาจแก้ไขปัญหาได้ในทุกๆเรื่อง เป็นผลทำให้เราคิดว่ากฎหมายไม่ดีบ้าง กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์บ้าง ไม่มีใครเกรงกลัวกฎหมายบ้าง และมีการแก้ไขกันอยู่เรื่อยไป
แต่เรากำลังมองข้ามจุดสำคัญไปอย่างหนึ่งก็คือ กฎหมายก็เป็นเพียงข้อความหรือตัวหนังสือธรรมดาๆถ้าไม่มีผู้นำกฎหมายนั้นมาใช้ กฎหมายอาจกลายเป็นอาวุธป้องกันตัวที่ดีเยี่ยมถ้าเราใช้มันโดยถูกต้อง แต่กฎหมายก็อาจเป็นอาวุธทำร้ายผู้อื่นได้เช่นกันถ้าใช้มันผิดวิธี ดังนั้นจุดสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่ากฎหมายดีหรือไม่ดีเพียงอย่างเดียว แต่ผู้ใช้กฎหมายก็ต้องใช้กฎหมายในทางที่ถูกต้องเหมาะสมด้วย จะขาดปัจจัยอย่างหนึ่งอย่างใดไปไม่ได้ จริงๆแล้วกฎหมายนั้นไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ ถ้าคนในสังคมอยู่กันอย่างเป็นระเบียบและสงบสุข แต่สังคมแบบนั้นเป็นเพียงสังคมที่อยู่ในอุดมคติเท่านั้น ในความเป็นจริงแล้วตรงกันข้ามกันอย่างมาก ดังนั้นกฎหมายจึงยังมีความจำเป็นตราบเท่าที่ยังมีสังคมอยู่
สิ่งที่สังคมเราต้องช่วยกันดำเนินการในตอนนี้เป็นอันดับแรก ไม่ใช่การแก้ไขกฎหมายเพื่อให้สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาได้ทุกเรื่อง เพราะปัญหาจะเกิดขึ้นมาใหม่เรื่อยๆตามสภาพสังคมและกาลเวลา แต่เราต้องพัฒนาตัวบุคคลในสังคม พัฒนาตัวผู้ใช้กฎหมาย ให้มีความรู้และมีศีลธรรมควบคู่กันไป กฎหมายนั้นออกโดยคนในสังคมและผู้ใช้ก็คือคนในสังคม ดังนั้นถ้าคนในสังคมมีคุณภาพแล้ว กฎหมายและการใช้บังคับก็จะดีตามไปด้วยนั่นเอง และนี่คือการแก้ไขปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นที่ต้นเหตุโดยแท้จริง
ความรู้เพิ่มเติมที่น่าสนใจ
1.กฎหมายจะใช้บังคับได้ ต่อเมื่อมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ซึ่งเมื่อมีการประกาศแล้วจะถือว่าประชาชนทุกคนทราบแล้วว่ากฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับ เนื่องจากราชกิจจานุเบกษาเป็นหนังสือที่จัดพิมพ์ขึ้นเผยแพร่ทุกสัปดาห์เพื่อประกาศกฎหมาย คำสั่ง ระเบียบข้อบังคับ และข้อเท็จจริงที่สำคัญให้แก่ประชาชนได้รับทราบ ประชาชนจะอ้างว่าไม่รู้ไม่ได้
2.การตีความกฎหมาย คือการค้นหาความหมายของถ้อยคำในกฎหมายที่ไม่ชัดเจนหรือกำกวม โดยอาจวิเคราะห์ตามตัวอักษรอาศัยพจนานุกรมในการค้นหาความหมาย วิเคราะห์ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ฯลฯ ในกรณีที่เป็นการตีความกฎหมายที่เป็นโทษ เช่น กฎหมายอาญา ต้องตีความโดยเคร่งครัดตามตัวอักษร คือกฎหมายบัญญัติไว้ว่าอย่างไรก็ต้องเป็นอย่างนั้น จะไปตีความเป็นอย่างอื่นเพื่อเอาผิดแก่บุคคลใดๆไม่ได้ แต่ถ้าเป็นกฎหมายที่มีลักษณะเป็นกฎหมายให้สิทธิ ก็ควรที่จะตีความในทางที่เป็นประโยชน์หรือเป็นคุณให้มากที่สุด เช่น มาตรา 1627 ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กำหนดว่า บุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วให้ถือเป็นผู้สืบสันดาน มีสิทธิรับมรดกได้ การรับรองบุตรนั้นโดยทั่วไปจะหมายถึงการจดทะเบียนรับรองบุตรให้เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของบิดา ซึ่งถือเป็นการรับรองโดยนิตินัย แต่มาตรานี้มีลักษณะเป็นกฎหมายให้สิทธิแก่บุตรนอกกฎหมาย จึงต้องตีความให้เป็นคุณ ดังนั้นบุตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งบิดายอมรับว่าเป็นบุตร แม้จะไม่ได้มีการจดทะเบียนรับรองบุตรก็ตาม(ยังไม่เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของบิดา) ก็ถือว่ามีสิทธิรับมรดกของบิดาได้เช่นกัน เป็นต้น
3.สภานิติบัญญัติหลายๆคนอาจจะไม่คุ้นหูกันเท่าใดนัก แต่ถ้าเรียกว่ารัฐสภาคงจะเป็นที่รู้จักดีกว่า ซึ่งสภานิติบัญญัติประกอบด้วย สภาผู้แทนราษฎร และ วุฒิสภา หน้าที่หลักๆก็คือทำการออกกฎหมายอีกทั้งยังมีหน้าที่อื่นๆที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญอีกด้วย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) มีวาระ 4 ปี ส่วนสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) มีวาระ 6 ปีและจะเป็นติดต่อกันสองสมัยไม่ได้ ซึ่งจะแตกต่างจาก ส.ส.
4.ในการเลือกตั้งใหญ่หรือที่เรียกว่าการเลือกตั้งทั่วไปนั้น พรรคที่ได้ที่นั่ง ส.ส. มากที่สุดก็จะมีสิทธิได้เป็นรัฐบาล ซึ่งโดยทั่วไปหัวหน้าพรรคดังกล่าวนั้นก็จะเข้าดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีก็จะเลือกบุคคลที่มีความสามารถเข้ามาเป็นรัฐมนตรีโดยจะเลือกจาก ส.ส.หรือบุคลใดก็ได้ เราเรียกนายกและรัฐมนตรีต่างๆรวมกันว่าคณะรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีเหล่านี้ก็จะพ้นจากการเป็น ส.ส. หรือก็คือพ้นจากการเป็นฝ่ายนิติบัญญํติไปเป็นฝ่ายบริหารนั่นเอง
5.การเลือกตั้งที่สำคัญอีกครั้งหนึ่งก็คือ การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาหรือ ส.ว. นั่นเอง เนื่องจากวุฒิสภาก็ถือเป็นสภานิติบัญญัติเช่นกัน มีหน้าที่ตรวจสอบและให้ความเห็นชอบกฎหมายที่จะประกาศใช้ ดโดย ส.ว. จะต้องมีความเป็นกลาง ไม่เข้าฝักใฝ่ฝ่ายใด ดังนั้นผู้ที่จะสมัครเป็นเข้ารับเลือกตั้งเป็น ส.ว. จะต้องไม่สังกัดพรรคการเมืองใด เดิมที ส.ว. จะมาจากการแต่งตั้ง แต่เนื่องจากการแต่งตั้งนั้นทำให้เกิดปัญหาเล่นพรรคเล่นพวกกันมาก จึงเปลี่ยนมาเป็นแบบเลือกตั้งในปัจจุบัน วุฒิสภากับสภาผู้แทนราษฎรจะแยกจากกันต่างหาก ดังนั้นแม้จะมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรโดยรัฐบาล สมาชิกวุฒิสภาก็จะไม่พ้นจากสถานภาพไปด้วย
6.ในส่วนของกฎหมายที่ออกโดยสภานิติบัญญัตินั้น เช่น พระราชบัญญัตินั้น ถ้าพรรคที่ชนะการเลือกตั้งแล้วเข้ามาเป็นรัฐบาลมีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติมากเกินไปในสภา การออกกฎหมายเพื่อสนับสนุนนโยบายของฝ่ายบริหาร ก็ทำได้ง่าย ซึ่งถ้ารัฐบาลนั้นมีความหวังดีมีความตั้งใจที่จะพัฒนาประเทศชาติจริงๆ ก็ถือเป็นเรื่องดีไป แต่ถ้าหวังแต่เพียงเข้ามากอบโกยประโยชน์เพียงอย่างเดียว ก็อาจเสนอกฎหมายที่เอื้อประโยชน์แก่พรรคพวกของตน แล้วอาศัยเสียงที่มีมากในสภาผู้แทนราษฎรดันให้กฎหมายนั้นผ่านออกใช้บังคับ ก็อาจจะมีผลเสียต่อประเทศอย่างร้ายแรงได้ นอกจากเรื่องการผลักดันกฎหมายแล้วก็อาจมีเรื่องอื่นๆอีก เช่น การเปิดอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญกำหนดว่า ต้องมี ส.ส. ไม่น้อยกว่า 2 ใน 5 ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ดังนั้น ถ้า ส.ส. เป็นคนของรัฐบาลมากเกินไป การเข้าชื่อเสนอญัตติก็ทำได้ยาก เช่นเดียวกับเหตุการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ คือ พรรคฝ่ายค้านมีจำนวน ส.ส. ไม่ถึง 2 ใน 5 เนื่องจากส่วนมากจะเป็น ส.ส. ของฝ่ายรัฐบาล ทำให้ไม่สามารถอิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีได้ ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า “เผด็จการรัฐสภา”
7.ตามทฤษฎีแล้วฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติจะต้องมีการคานอำนาจกัน คือฝ่ายบริหารจะต้องถูกตรวจสอบจากฝ่ายนิติบัญญัติได้ เช่น การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจต่างๆ ส่วนฝ่ายบริหารก็มีอำนาจยุบสภาได้ ซึ่งจะทำให้สถานภาพของ ส.ส. ในสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง แต่ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้นแล้ว ส.ส. กับรัฐบาล อาจเอื้อประโยชน์ให้แก่กันได้(ลองศึกษาจากความรู้เพิ่มเติมในข้อ 6) ดังนั้นเราจึงต้องเลือกคนดีมีความรู้เข้ามาสู่สภาผู้แทนราษฎรเพื่อจะได้มีความเป็นกลางและปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติอย่างเต็มที่ แม้จะเป็นไปได้ยากก็ตาม
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)